Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    เชฟกระทะเหล็ก... ไม่ไว้หน้า ทูน่ากันเล้ยยย

     
     
     
    ผ่านไปแล้วสองสัปดาห์ มัวแต่.....รื่นเริงกับรถถัง 555 ไม่ยอมอัพบล็อค เลยผ่านพ้นการแข่งขันไปหลายหัวข้อแล้ว....
     
    และเช่นเคย โจทย์สัปดาห์ต่อจากมาม่า ก็เป็นทูน่าครับ ของคาวๆที่หลายคนอยากเห็นผมเอามาทำขนม  แต่ผมก็คงไม่บ้าขนาดนั้นเพราะว่า...ผมบ้ากว่านั้น 555 ตอนแรกจะทำคุกกี้ปลาทูน่า...เลยเปลี่ยนใจไปทำซูเฟล่ ปรากฏว่าคาวเหลือเกินแถมอบแล้วไม่ขึ้น รูปไม่สวย ต้องไปทำใหม่ โชคดีคิดไว้หลายเมนู เลยมีแผนสำรองทันทีที่ของเสีย
     
    ได้ตัวนี้มาครับผม  โคนคุกกี้งาดำ กับมูสทูน่า
     
     
     
     
     
    อยากทราบวิธีทำ เชิญคลิกที่รูปคร้าบบบบบ ดูแล้วหิวอย่าโทษกันล่ะ

    เชฟกระทะเหล็ก(ลัดคิว) ตอนมาม่า มาทำไม?

     

    พูดถึงเด็กหอ เด็กนักเรียนที่อยู่ประจำหรือว่าเช่าห้องพักแถวๆโรงเรียน ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอย่างดี...เพราะช่วยให้รอดชีวิตเรียนจบกันมานักต่อนัก นับว่าเป็นคุณประโยชน์ในการพัฒนาบุคลากรประเทศชาติ ในงบที่รัฐสามารถแทรกแซงได้อย่างขนไรแขนไม่ร่วง

    แต่บางคนว่าไม่ใช่ เพราะขนาดตัวเองอยู่ที่บ้านแท้ๆ กลับรู้จัก "มาม่า" หรือพวก "กึ่งสำเร็จรูป" ดีกว่าเด็กหอบางคน จะรายการผัด ต้ม ลวก กินดิบแบบแกะห่อโต้งๆ หรือจะพลิกแพลงสารพัด ขอให้บอกข้าก็เซียนเช่นกัน

    แล้วคนที่เหลือ ที่ไม่เซียน และไม่กินล่ะ?  พวกเขาเหล่านั้นเห็นถึงโทษทั้งหลายอันจะได้มาหลังจากลิ้มรสเจ้า "กึ่งสำเร็จรูป" เหล่านั้น....เส้นแป้งที่ต้องผ่านการทอดเพื่อให้เก็บได้นาน ผงปรุงรสที่เต็มไปด้วยชูรสทั้งทางตรงและทางอ้อม....ยังไม่รวมเกลือในปริมาณเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการต่อวัน

    จะอยู่กลุ่มไหน วันนี้คุณก็ต้องทำใจ เพราะเชฟกระทะเหล็กอาทิตย์ถัดจาก...ขิง...นั้น เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เรียกว่า "มาม่า" กันจนติดปากนั่นเอง.........

     

    รายการนี้จะว่าเหลือเชื่อก็ไม่เชิง เพราะว่าผู้เข้าแข่งทั้งหมด 17 ท่าน แล้วคิดดูว่ารายการอาหารจะพิศดารพันลึกขนาดไหน...มีตั้งแต่ผัด ต้มยำ หมี่หวาน ซูชิ พิซซ่า โอยสารพัด.....จะบอกว่าคุณผู้อ่านทั้งหลายน่าจะดีใจที่ไม่ต้องเข้าไปร่วมตัดสินในกระทู้ทรมานท้องกรรมการห้องนั้น เพราะมีให้เลือกเยอะมากครับแถมคุณเลือกได้แค่หนึ่งชิ้น  ออ ถ้าคุณอยากลองของก็เชิญทีนี่ครับ.... เชฟกระทะเหล็ก มาม่า

    แต่สำหรับคุณๆที่ไม่สนใจอาหารทั้งหมด...ผมขอมาลองชิมรายการที่ผมทำขึ้นมา..ผมเองเป็นหนึ่งในบุคคลจำพวกหลัง คือไม่กินมาม่า..เอ้า ตายล่ะสิแล้วจะแข่งทั้งที....นั่นสิครับ....แล้วผมก็ไม่ทำกับข้าวด้วย อย่าเลยจะแข่งทำกับข้าวให้เสียชื่อทำไม ในเมื่อผมเอามาม่ามาทำขนมได้นี่นา....

     

     

     

    LemonMaMa


    อยากรู้วิธีทำ คลิ้กที่รูป ลิงค์ไปดูกันเลยครับผม

    เชฟกระทะเหล็ก....ขิงก็รา ข้าก็แรง

     
     
     

     ไม่ทันไรก็ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์กับโจทย์ขิงๆ
     
     
    ผู้เข้าแข่งขันก็เริ่มจะแสดงความสามารถที่แอบซ่อนเอาไว้ตั้งนาน มาเผยโฉมกันทีละเล็กทีละน้อย ทำให้ผู้ชมและกรรมการหลายท่านต้องปวดหัวว่า....จะเลือกโหวตให้ใครดี...แล้วสัปดาห์แห่งขิงก็จบลงด้วยชัยชนะของคุณดาว กับเมนู ปลาผัดเต้าซี่ใส่ขิง...น่ากินซะมากมายขนาดนั้นไม่ชนะไม่ได้แล้ว....ยังอยากกินเลยครับน่ะ 555 นี่คือรูปของคุณดาวครับ เมนูชนะเลิศ ใครอยากชมผลการโหวตเต็มๆตามไปชมได้ที่...เชฟกระทะเหล็กสัปดาห์ขิง เลยครับ
     

     
     
     
    ส่วนตัวผมนั้น แม้จะเกือบชนะมาสองอาทิตย์ติดๆ ก็ยังมิวาย...ย เสี้ยนหาเรื่องอีก โดยยังคงคอนเซปท์เดิมๆครับว่า อาหารอย่ามาให้ผม ถ้าขนมล่ะผมสู้ตาย.... อาทิตย์แห่งขิง ผมเลยมิวาย ทำน้ำต้มขิงซะเลย เป็นไงครับเมนูเด็ดไหม น้ำต้มขิง.....
     
     

     
     
    ก็น้ำต้มขิงสิครับง่ายๆ ได้ใจความ แต่ว่าก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้เข้าแข่งขันท่านอื่น ที่อุตส่าห์ลงน้ำพักน้ำแรงมาทุ่มทุนสร้างงานอลังการมากมาย ผมเลยใช้วิธีปั้นน้ำเป็นตัวซะเลย.... นี่ครับผม เชฟกระทะเหล็ก ตอนเขาหาว่าผมปั้นน้ำเป็นตัวไปดูกันว่าปั้นอย่างไร ไม่ให้โดนกล่าวหาว่า "โกหก"
     
    สำหรับคนที่ไม่ตามเข้าไปดูก็ดูรุปตอนจบกันได้ครับผม ว่านี่คือสิ่งที่ผมส่งเข้าประกวด

    เชฟกระทะเหล็ก ตอนส้ม...

     
     
    สัปดาห์ที่ผ่านมาก็เพิ่งร่วมลงแข่งไปกับเมนู"ส้ม" ที่คิดว่าจะง่ายๆ แต่ไม่ง่ายอย่างโจทย์ที่เห็นเลยครับ  งานนี้ตัดสินใจทำ...
     
     
    ผลออกมาคือเกือบชนะ 5555 พี่ๆเพื่อนๆในห้องพันทิปดีมากๆน่ารักมากๆครับ ถ้าใครอยากดูการแข่งขันครั้งที่ผ่านมากรุณาตามไปได้ที่
     
     
    แต่ถ้าไม่อยากไปไกล ก็เชิญชิมกันที่นี่ตามสบายครับ....
     
     
     

     
     
     

     
     
    ขอตัวไปร่วมลงแข่งอาทิตย์นี้ก่อนนะคร้าบบบ อิอิอิ เมนูใหม่มันคือ "ขิง"คร้าบบบ

    เชฟกระทะเหล็ก ตอน"มันฝรั่ง"

     
     
    เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสร่วมสนุกที่เวปพันทิปในห้องจตุจักร ในฐานะผู้เข้าแข่งขันเชฟกระทะเหล็ก โดยมีหัวข้อว่า "มันฝรั่ง" จะทำอะไรก็ได้ ขอให้ส่งวิธีทำและรูปตอนสำเร็จให้คณะกรรมการซึ่งก็คือสมาชิกพันทิปที่เข้ามาชมกระทู้นั้นๆนั่นเองโหวต
     
    ผมจึงได้วางแผนเมนูไว้คร่าวๆ ผนวกกับแรงผลักดันจากน้องๆ อีกสองสามคน ทั้งสมัครสมาชิกให้ ทั้งเร่งให้ทำส่ง ทั้งตื้อให้ลงกระทู้ และช่วยแก้ไขเมนู (ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย)
     
    ตอนแรกว่าจะทำเค้กด้วยมันฝรั่งอย่างเดียว แต่บังเอิญในสูตรต้องใช้มันบดแบบไม่ปรุงรส เลยต้องทำเอง เพราะฉะนั้นก็อย่าทำเฉยๆเลย เก็บไว้ส่วนหนึ่งทำมันบดด้วยดีกว่า...แต่ว่ามันบดธรรมดา..ก็จะไม่ใช่เชฟกระทะเหล็กน่ะสิ ผมจึงใส่วาซาบิลงไปด้วย อร่อยอย่าบอกใคร แม้ว่าอันนี้จะไม่ได้เป็นออริจินัลเพราะว่าที่อเมริกา ยังพอหาทานได้บ้างตามร้านขายอาหารทะเลดังๆ สำหรับคนไม่กินไม่ชอบวาซาบิไม่ต้องห่วงครับ ผมเองก็ไม่กินเหมือนกัน อันนี้รับรองกลิ่นไม่ฉุนขึ้นจมูกแถมความเผ็ดจากวาซาบิจะถูกกลบด้วยความเข้มข้นของครีมและเนยทำให้เราได้สีเขียวอ่อนๆและกลิ่นจางอยู่ไกลๆ... เมื่อได้มันบดวาซาบิ กับเค้กชอคโกแลตที่อยากทำแล้ว จึงหาของทานเล่นๆ อย่างพวกพาย เลยได้ทำทาร์ตมันฝรั่งกับครีมเปรี้ยวโรยชาเขียวอบแห้ง สรุปได้อย่างที่เห็นนี่ล่ะครับ ขอเชิญชิม(ทางสายตา) ณ บัดนี้เทอญ
     
     


    เห็นอย่างนี้แล้ว ใครหลายคนคงเห็นคุณค่ามันฝรั่ง ขึ้นมาอีกเป็นกองๆ

    สิงหุปายะ ปีสี่

     
     
    (อ่านความเดิมของปีก่อนๆได้จากตอนข้างล่างนะครับ)
     
     
     
    และแล้วก็มาถึงปีที่สี่...เร็วดีจัง ปีนี้ต้องการความแตกต่างเนื่องจากทุกปีเค้กที่กินต้องเย็นไม่ก็อยู่อุณหภูมิห้อง เลยคิดว่าจะแจกเค้กอุ่นๆกับไอศกรีมหนึ่งลูก... แน่ล่ะงานนี้ถ้าใครไม่ได้มาหาที่บ้านจะได้กินของไม่ครบเครื่องคือได้แต่ตัวเค้กไปน่ะครับ
     
    เค้กบลูเบอรี่อัพไซด์ดาวน์ เป็นอีกผลงานที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย เพราะกว่าจะกินได้แต่ละทีผมก็ต้องวิ่งเข้าครัวอุ่นเค้กจ้าละหวั่น พอเค้กอุ่นได้ที่ก็คว่ำออกจากพิมพ์  ราดด้วยซอสบลูเบอรี่สดอีดนิดหน่อย แล้วก็โปะตามด้วยไอศกรีมวนิลาอีกหนึ่งลูก ความแตกต่างของอุณหภูมิของหวานสองชนิดจะทำให้ลิ้นเรารับรสชาติได้แตกต่างออกไป ถือเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่น่าลอง... บางคนอาจจะแปลกใจว่าอะไรเนี่ยของร้อนกับเย็นจะเข้ากันเหรอ ลองนึกภาพ..เครปร้อนๆราดซอสร้อนๆเสริฟ์กับวิปครีมเย็นๆ หรือจะเป็นพายผลไม้พวกแอปเปิ้ลอุ่นๆกับไอศกรีมซักลูก ฉันใดก็ฉันนั้นคร้าบบบ
     
    สำหรับเสียงฮือฮาที่บอกว่าไม่น้อย ฟังได้ศัพท์ว่า "อะไร(วะ)ชิ้นแค่เนี้ย? ไม่พอกินหรอก(เว้ย)"
     
     

    Contrast

    สิงหุปายะ ปีสาม

     
     
     
    (ติดตามตอนก่อนๆได้ที่บล็อคข้างล่างนะครับ)
     
     
     
    หลายคนสงสัยว่า สิงหุปายะ เกี่ยวอะไรกัน(วะ)กับชื่อขนม มันมาจากเดือนสิงหาคม กับ อุบายครับ ใช้วิธีสนธิแบบมั่วๆของผมเอง เลยได้เป็น
    สิงหา + อุบาย  =  สิงหุปายะ 
     
    แปลว่าอุบายของราชสีห์ เอ๊ะ ไม่ใช่ครับ อยากจะให้มันแปลว่านโยบายที่ผมใช้ประจำเดือนสิงหาคมต่างหาก แต่ก็นั่นล่ะครับ มั่วๆไป ให้ภาษาไทยเขาวิบัติ อย่างน้อยก็ยังมีความเคลื่อนไหว ยังไม่ตายตกไปตามยุคสมัย (อย่าเพิ่งเอาบล็อคผมไปประจานเลยนะครับ ครูลิลลี่)
     
     
     
    ปีที่สาม เริ่มมีคนถามมากขึ้นทำให้ต้องคิดโจทย์หนักขึ้น...(เอาจริงเอาจังมากกว่าชีวิตตัวเองเสียอีกครับนั่น) แต่ก็ไม่อยากทำซ้ำกับปีก่อนๆ เลย...รวบรัดไปที่ ทีรามิสุ ขนมเชื้อสายอิตาเลียน ที่ฟังชื่อแรกๆแล้วผมนึกว่าญี่ปุ่นเพราะมี"มิสุ" มี"มิสึ" หลงเข้าใจผิดอยู่ตั้งนาน จนไปเรียนทำเค้กเจอเพื่อนญี่ปุ่นเขาก็บอกว่า ไม่มีนะภาษาไอน่ะคำนี้ เลยไปถามเชฟผู้สอนเขาเฉลยให้เลย ได้ความรู้ประดับกะโหลกกะลามากะเขาบ้าง ว่า Tiramisu แปลว่า pick me up หรือตามไทยแล้วแปลว่าโปรดเลือกฉันเถิดดดด ฟังแล้วอารมณ์โรแมนติคซะ เอาตัวนี้ล่ะ
    แต่ทำยังไงถึงจะให้คนกินรู้สึกถึงคำว่า "ต้องเลือกผม" มีอยู่ทางเดียวต้องใส่ถึงเครื่องที่สุด อิอิอิ
     
    เริ่มด้วยจากการปูฐานเค้กด้วยสปองจ์เค้กหรือที่เรียกว่าเลดี้ฟิงเกอร์ แล้วชะโลมกาแฟเอสโซ่ เอ๊ย เอสเปรสโซลงไปให้พอชุ่ม แล้วผมก็พรมเหล้าคาลัว(เหล้ากาแฟ) กับเหล้ารัมตามลงไป เพื่อเป็นของเย้ายวนบรรดาคอทองแดงทั้งหลาย ส่วนตัวมูสที่ทำจากมาสคาโปนชีสก็ตีจนเนื้อเนียนใส่ลงไปในพิมพ์ วางสปองจ์เค้กที่พรมกาแฟกับเหล้าอีกนิดหน่อย จึงจะปิดทับด้วยมูสมาสคาโปนกันอีกรอบ..ก่อนเสิร์ฟโรยผงโกโก้อีกนิดเพื่อให้ความขมทั้งจากผงโกโก้และกาแฟช่วยตัดความมันของชีสมาสคาโปนในมูสได้ ทำให้ขนมตัวนี้เป็นตัวโปรดของใครต่อหลายคนพร้อมที่จะโหวต "เลือก(เค้ก)ผม ไว้ในดวงใจ" (เว่อร์ซะ)
     
     

    tiramisubite

    สิงหุปายะ ปีสอง

     
     
    (ดูความเดิมได้ที่บล็อคข้างล่างนะคร้าบบ)
     
     
     
     
    ปีที่สอง พอดีต้องเดินทางไปนอกเมืองช่วงเดือนกรกฎาคม ทำให้เตรียมตัวทำเค้กช่วงสิงหาคมไม่ทัน...พอกลับมาสิ้นเดือนกรกฎาคม...
    เลยต้องใช้วิชามาร งัดเอาเค้กที่ทำได้เร็วที่สุด แจกง่ายที่กว่าปีแรกซึ่งเค้กเป็นมูสทำให้ต้องแช่ตู้เย็น เลยสรุปว่าทำเค้กสับปะรดของประจำว่า ปีนี้ทำเพิ่มเป็น 48 ชิ้น เผื่อตัวเองอีกหกชิ้นต่างหาก ไม่ได้เพิ่มชื่อใครแต่ประการใดแหะๆๆ
     
    เกณฑ์การให้เค้ก ก็คือเจอหน้าใครก่อน ก็ได้ไปก่อนครับเพราะฉะนั้นพี่ๆน้องๆที่ทำงานจะได้ไปก่อนคนละหนึ่ง...มีลูกมีแฟนก็บวกตามเข้าไปอีกน่ะครับ จะเห็นว่าสี่สิบกว่าชิ้นนี่ไม่พอด้วยซ้ำครับ.... แต่ก็เริ่มจะเรียนรู้จากปีที่สองนี่ล่ะครับ
     
     
     
     
     

    upsidedown

     


    ขออนุญาตนำรูปเก่ามาลงนะครับ เพราะว่าทำเหมือนกัน เลยไม่ได้ถ่ายรูปใหม่ๆ

    สิงหุปายะ

     
    ทุกช่วงต้นสิงหาคม ผมจะมีนโยบายทำเค้กก้อนเล็กๆแจกคนรอบข้าง ซึ่งจะถือว่าเป็นการขอบคุณสำหรับน้ำใจของเพื่อนๆน้องๆพี่ๆ ทุกท่านที่ให้กำลังใจ ให้คำแนะนำ หรือว่า ทนถูกขบกัดเหน็บแนม จนมาครบอีกหนึ่งรอบปี...
     
    นโยบายส่วนตัวที่ว่านี้เพิ่งมีมาไม่นาน ซักสี่ห้าปีได้ครับ... ปีแรกสุดเลยที่เริ่มทำแจก เป็นเค้กพิสตาชิโอ มูสชอคขาว ราดซอสมะนาวเหล้ารัม ตัวนี้เป็นการเปิดงานได้เสียงฮือฮามาก เพราะหนึ่งเค้กที่ทำไม่ค่อยมีใครทำกัน แล้วสองเจ้าซอสมะนาวเหล้ารัมที่ว่าเนี่ย รสเปรี้ยวหอมกลิ่นรัมจางๆ ตัดความหวานหอมของชอคโกแลตขาวได้อย่างดี มาว่ากันถึงเนื้อเค้กบ้างเป็นเค้กสปองจ์ที่ทำจากถั่วพิสตาชิโอ ซึ่งนอกจากจะให้สีเขียวแล้วยังให้ความหอมมันของถั่วเพิ่มเข้าไปในตัวเค้กด้วย... สูตรต้นตำรับให้ใส่กลิ่นอัลมอนด์เพิ่มเข้าไป แต่ผมเห็นว่าไม่จำเป็น แถมส่วนตัวยังไม่ค่อยจะชอบกลิ่นอัลมอนด์ที่ว่านี่ซักเท่าไร เลยได้อย่างที่เห็น...
     
    จะถามว่าอร่อยไหม ตอบไม่ได้จนกว่าคุณจะได้ชิมเอง แหะๆๆ ปีนั้นทำไว้สี่สิบสองชิ้น ทุกคนได้แค่คนละชิ้น...และมันก็ไม่มีเศษเหลือให้เห็นอีกเลย..

    Photobucket - Video and Image Hosting      ...แต่พี่น้องครับ...คนทำก็ยังไม่ได้กินเลยครับ ฮือๆๆๆ ...

    Photobucket - Video and Image Hosting

    ช็อคซีเนม่า......

     
     
     
     
    ขอเชิญชมการประกวดหน้าเหมือนกัปตันแจ๊คเพื่อรับกระแสหนังฟอร์มใหญ่ของดีสนี่ย์ Pirates of The Carribean (The Dead Man's Chest) ขนาดเพิ่งเปิดรับสมัครไปได้ไม่ถึงวัน ก็มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ยื่นใบสมัครกันมามากมาย จนต้องปิดรับสมัครและคัดผู้เข้าประกวดมาเหลือสิบเอ็ดท่าน
     
     
    หน้าตาแต่ละท่านก็....เห็นแล้วต้องวิ่งไปดูป้ายประกาศว่ารับสมัครคนหน้าเหมือนกัปตัน ไม่ใช่รับสมัครชาวเผ่ากินคน ป้ายก็เขียนถูกนี่นาแต่คงเพราะออกแนวผิวดำกันซะส่วนใหญ่ ฮ่าๆๆๆ เห็นหน้าแล้วจะช็อคกันเสียก่อนน่ะสิครับ
     
     
     
     
     
     
     
     onstage
    group1
    group2
    group3
     
     

    ขอขอบคุณเพลง Dinner Is Served ประกอบภาพยนตร์ Pirates of Carribean Dead Man's Chest.
     
    และชอคบอล ผู้เข้าประกวดทุกเม็ด รางวัลที่จะได้รับเมื่อเข้าการแข่งขันคือ ได้เข้าปากกรรมการไปดูโลกในร่างกายมนุษย์ครับ Dead Man's Chest เจงๆ 5555 มาให้หม่ำซะดีๆ

    คับที่ก็อยู่ได้ คับใจก็อยู่ดี คับนี้... ก็สบายไป

     
    "การวาดหวังหรือมองอะไรที่สูงเกินเอื้อม
    มักยังผลให้ผู้มองท้อแท้ สิ้นหวัง และถึงขั้นถอดใจ"
     
     
    เคยมีผู้ใหญ่สอนไว้ว่า หวังสูง ฝันไกลได้ แต่ว่า...ต้องมองแต่ละขั้นและขั้นใกล้เคียง อย่าไปข้ามขั้นไปมากจะทำให้ท้อและวิตกกังวลกับปัญหาที่จะเกิดซึ่งก็ยังแก้ไม่ได้อยู่ดี มองในลักษณะภาพรวมได้คร่าวๆ ไม่ต่างอะไรกับจิ๊กซอว์จะสามพันชิ้น จะห้าร้อยชิ้น หากมองกองจิ๊กซอว์ในถุงตอนแรก ก็คงหมดกำลังใจ แต่เริ่มแบ่งเป็นกองๆ จะแบ่งตามสีก็ดี จะตามเส้นรอบรูปก็ดี.... จะช่วยให้เรามองอะไรง่ายขึ้น
     
     
    กระแสของ "เค้กถ้วย" หรือที่เรียกตามภาษาประกิตว่า "คัพเค้ก" ช่วงนี้คงมาแรง ไปไหนมาไหนก็เห็นกันเกลื่อนไปหมดแม้กระทั่งงานแต่งงาน ที่หลายคู่เลือกที่จะใช้เค้กถ้วยเล็กๆเหล่านี้แทนสื่อเค้กแต่งงานชิ้นมหึมา อาจจะเป็นความหมายที่ว่า...ชีวิตคู่ของเขา ก็คือส่วนเล็กๆส่วนหนึ่งของสังคม ของโลกใบนี้ แต่อย่าลืม...เค้กก้อนเล็กๆเรียงตัวกัน ก็เรียงชั้นเป็นเค้กแต่งงานอลังการได้ไม่หยิ่งหย่อนไปกว่ากัน...
     
     
     
     Cupcakes
    ขอขอบคุณเพลงที่แนะนำมา โดยน้องตุ๋ม  http://kusumal.spaces.msn.com/

    เค้กคุณหญิง

     
     
     
     
     
    ปุจฉา       "บอลๆ ทำเค้กกาแฟได้ป่าว?"
     
    วิสัชชนา   "ได้ครับพี่ ว่าแต่พี่ไม่กินกาแฟนี่นา"
     
    ปุจฉา       "จะเอาไปให้เพื่อนน่ะ ได้ป่าวๆ?"
     
    วิสัชชนา   "ได้สิครับพี่ แซวเฉยๆ อิอิอิ"
     
    ปุจฉา       "เพื่อนพี่เขาเดินทางบ่อยน่ะ ทำเป็นรูปไรดี?"
     
    วิสัชชนา   "เอ กระเป๋าเดินทางสิครับ"
     
    ปุจฉา       "เหรอ เป็นผู้หญิงไฮโซๆ กระเป๋าเดินทางจะเหมาะอ๊ะป่าว?"
     
    วิสัชชนา   "ออ งั้นยิ่งง่ายเลยครับ มารับได้ตามกำหนดครับผม"
     
    ...
    ...
    ขอใช้หมองก่อน
    ...
    ...
    คิด
    ...
    ...
    คิด
    ...
    ...
    คิด
    ...
    ...
    คิด
    ...
    ...
    คิด
    ...
    ...
    คิด
    ...
    ...
    (นี่เองที่มาของชื่อ Kitt's Cake)
    ...
    ...
    คิด แล้วก็.............อืม
     

     
    Louis

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ ตอนอวสาน

    งานเลี้ยงทุกงาน ย่อมมีวันเลิกราฉันใด การประลองยุทธครั้งนี้ก็ย่อมมีวันจบลงฉันนั้น
    ทันทีที่ผู้ร่วมประลองยุทธคนสุดท้ายทำขนมเสร็จแม้จะหลังคนอื่นๆเพียงเล็กน้อย ต่างก็กำลังจะขอเสียงเชียร์จากกลุ่มผู้ชุมนุมรอบสนาม เจ้าแม่ศรีษะหมอนกำลังดูผลคะแนน ขาดอยู่ช่องเดียวคือช่องรสชาติ เลยมองไปที่ขนมทุกจานไล่ตั้งแต่โต๊ะแม่เอียด ป้าจันทร์ ฤทธิ์หมึกจาง หม่อมถนัดหวี ไล่ไปจน อ.ยิ่งสาก และของคุณหรีด
     
    ทันใดนั้นเองเสียงขลุ่ยกังวานใสไพเราะจับใจ ก็แว่วมาจากหุบเขาข้างๆ จอมยุทธและผู้ชุมนุมแต่ละคนต่างมองหาที่มาของเสียง บางคนเคลิ้มทำตาพริ้มด้วยเพลิดเพลินในโสตประสาท มนต์สะกดจากเสียงขลุ่ยทำให้ทุกคนทุกกิจกรรมแทบหยุดชะงัก...
     
    ...บางคนรู้สึกถึงแต่ต้นหญ้าพลิ้ว ลู่เอนตามลม ใบบางๆเสียดสีกันเป็นดนตรีเบาๆคลอไปกับเสียงขลังของขลุ่ย...
     
    ...บ้างก็รู้สึกแสงอาทิตย์สีแสดยามใกล้ลับขอบฟ้า เป็นสัญญาณแห่งการลาลับ โลกนี้ช่างเศร้านัก มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ แล้วก็มีตาย ไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน...
     
    ...เสียงขลุ่ยยังคงแว่วดังก้องในหูชาวยุทธ บางคนก็หวนนึกถึงน้ำค้างที่เกาะบนยอดหญ้า แม้เสียงจิ้งหรีดเพียงกรีดเดียว ก็ทำให้น้ำค้างที่เกาะอยู่ตรงปลายใบตกลงมาสู่ผืนดิน และจะแทรกซึมหายลงไปเป็นความชุ่มชื่นของผืนดินต่อไป...
     
    ...ทว่าเสียงขลุ่ยยังขับขานต่อเนื่อง แม้เสียงนกร้องยามโผกลับรังเวลานี้ก็ยังถูกกลบสิ้น... ใครนะช่างคิดบรรเลง....
     
    ...ณ กลางป่าเขาเขียวชะอุ่มเช่นนี้เสียงขลุ่ยครวญราวชวนใบไม้ให้ผลัดสี แล้วสลัดแรงที่เกาะเกี่ยวกับกิ่งก้าน โรยตัวเองลงสู่พื้นดิน ทับถมเป็นภูเขาสีทองแดงที่เต็มไปด้วยชะโงกหินผาและซอกหลืบชวนให้ลัดเลาะหาสิ่งซ่อนเร้นใต้เงามืด ครวญชวนเหล่ากิ่งเปลือยเปล่าให้เต้นรำตามท่วงทำนองที่ไม่เคยได้ยินด้วยลมบางที่ไร้แรงจะหอบหิ้วสิ่งใดๆทั้งสิ้น แม้ธุลี ... มีใครกันเล่า...ใครกันหนอ ใครกันช่างบรรเลง... ใครกัน... เราล่ะกำลังทำอะไร... เราอยู่ที่ไหนกัน?
    ...
    ...
    ...
    ...
    ...
     
     
    เจ้าแม่ศรีษะหมอนรู้สึกตัวคนแรก ตบพนักแขนบัลลังก์ดังปั้ง    " 'ขลุ่ยนิทรา' ไม่ได้การ" จึงถีบตัวกระโดดลอยกลางอากาศ หยิบเม็ดสาคูในถุงกำมะหยี่ออกมาสาดกระจาย แต่ละเม็ดพุ่งไปยังชาวยุทธที่ร่วมชุมนุมอยู่รอบเวทีประลอง ทุกคนสะดุ้งเพราะแรงสะกิดจากเม็ดแป้งสาคู พลันเรียกสติกลับคืนมาจากภวังค์... อนิจจา ขนมที่แต่ละยอดฝีมือบรรจงสร้างไม่อยู่เสียแล้ว...
     
    เสียงเอ็ดอึงลั่นไปทั่วสนาม หาตัวการของต้นเสียงขลุ่ย พิธีกรหน้าเลิ่กลั่กมองไปที่เจ้าแม่ส่งสายตาอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ... เหล่าจอมยุทธทั้งหกต่างมองหน้ากันไปมาราวกับผู้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นผู้ลงมือครั้งนี้ เจ้าแม่จึงประกาศว่า "ฝีมือองค์หญิงการะบุหนิงฝ่ายอธรรม ฉายาขลุ่ยจับใจ เมื่อกี๊หากไม่ได้เม็ดสาคูล่ะก้อ พวกเราต้องถึงกับสลบไปสามวัน ยังดีที่ข้าตั้งสติทัน"
    หม่อมถนัดหวี รีบท้วงว่า "เราฝ่ายธรรมะอยู่ด้วยกันดีๆ ทำไมฝ่ายอธรรมถึงยื่นมือเข้ามาแทรก?" "จะธรรมะหรืออธรรม ขึ้นชื่อว่าไม่ลงมือทำ ก็ฝ่ายอธรรมอยู่ดีนั่นล่ะ" ป้าจันทร์ออกเสียง
     
     
    เอาล่ะสิครับท่าน ในเมื่อขนมไม่อยู่แล้ว.... ต้องวิงวอนท่านผู้ชมช่วยตัดสินจากภาพรีรันที่ตากล้องรวบรวมมาได้จากห้องตัดต่อ  ว่าท่านคิดว่าขนมชนิดใดควรจะครองยุทธภพในศึกแป้งข้าวเหนียวขาวดำครั้งนี้....
     

    thai1thai2thai3

    thai4thai5thai6

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ ตอน๖

    ฝ่ายคุณหรีด หลังจากค้อนเจ้าแม่ศรีษะหมอนไปสองควับ จึงเร่งรี่มาที่โต๊ะของตัวเอง ผูกผ้ากันเปื้อนผ้าไหมสีเขียวตองอ่อนของJim Thompson ทับลงบนเสื้อแขนกุดคอวีสีส้มแสด ปกเสื้อสีขาว หันมาชี้กล้องตัวที่สามพลางบอกว่ามุมนี้ถ่ายออกมาเธอจะดูดีกว่ากล้องตัวอื่น ช่วยเอากล้องตัวนี้จับภาพเธอด้วย
     
    เธอบรรจงแกะถุงแป้ง แล้วหยิบถุงพลาสติค Zip Loc ออกมาจากกระเป๋าเดินทาง Louis Vuitton เทแป้งขาวลึกลับอีกส่วนหนึ่งลงไปร่อนรวมด้วยตะแกรงนำเข้าของวีรสุ เธอบรรจงเติมน้ำร้อนลงในแป้งที่ร่อนแล้วทั้งสองกะละมัง คือข้างหนึ่งแป้งข้าวเหนียวขาว อีกข้างสีดำ เธอใช้เครื่องตีไข่ KitchenAid ขนาด 5 ควอทซ์ สีส้มรุ่นหายาก(ต้องสั่งล่วงหน้าเท่านั้น และรุ่นจำกัดจำนวน) ด้วยหัวตะขอนวดแป้งจนเหนียวนุ่ม แล้วเธอจึงจัดการแบ่งแป้งเป็นก้อนกลมๆเท่าลูกกอล์ฟ เอาไม้กลึงให้แบน กำลังเรียงบนถาดสวยงาม ขณะนั้นเองพิธีกรก็ประกาศว่าขนมของอ.ยิ่งสากเสร็จแล้วคือ"ข้าวเหนียวเปียกไม่ใส่ข้าวเหนียว" เธอก็คิดในใจ "เชอะแค่นี้เอง" แต่ยังไม่ทันคิดต่อ อ.ยิ่งสากก็ตะโกนป่าวประกาศไปทั่วว่าอ.เธอจะทำต่อ ทำให้คุณหรีดเริ่มกระวนกระวาย ต้องเอาน้ำแร่ Evian ออกดื่มแก้กระหาย และตามด้วยแบบขวดฝาฉีดของ Lamer เพื่อฉีดหน้าคลายความร้อน
     
    แล้วเธอก็จัดการเทน้ำดื่มตราสิงห์ลงในหม้อสแตนเลทตราหัวม้าลายขนาด 14 นิ้ว เพื่อต้มแผ่นแป้งที่เธอกลึงไว้ทั้งหมด ให้สุกทั่วหน้ากันทั้งแป้งข้าวเหนียวดำและขาว พอสุกลอย เธอก็ตักแผ่นแป้งทั้งหมดลงในกระทะกวนจากเทฟลอน เพื่อจะได้ไม่ติดกระทะ เมื่อกวนจนแป้งเหนียวใสแล้วก็เป็นอันได้ที่ เธอจึงยกลงจากเตา มาใส่ชามแก้วจาก Mikasa ที่เธอเทน้ำตาลทรายมิตรผล เกลือ และงากับถั่วลิสงคั่วจากโครงการหลวงดอยคำ ผสมกันไว้อยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว เธอเอาตะเกียบเงินเสียบทำแบบอมยิ้ม แต่ต่างกันตรงที่ว่าขนาดใหญ่กว่านั่นเอง เสร็จแล้วค่ะ "นกกระจอกติดหล่ม"   เธอพูดหลังจากเรียงขนมที่ทำเสร็จลงบนชุดจานของ Rosenthal ที่ออกแบบโดย Versace ที่หิ้วตรงมาจากอิตาลี แล้วจึงปลดผ้ากันเปื้อนวางไว้บนโต๊ะข้างตัว ทำให้จี้และกำไลข้อมือของ Tiffany & Co. ที่ถอดเก็บไว้ก่อนมาประลองกระเด็นออกมาบนโต๊ะ
     

    thai6

     
     
    ขนมนกกระจอกติดหล่ม


     ส่วนผสม
    แป้งข้าวเหนียว           ๒๐๐   กรัม
    แป้งท้าวยายม่อม         ๒ ช้อนโต๊ะ
    น้ำร้อน                     ๑๗๐   กรัม
    ใบเตย                       ๑      ต้น
     
    น้ำตาลทราย             ๓๐๐   กรัม
    งาดำ-ขาวคั่วบุบพอแตก ๑๐๐  กรัม
    ถั่วลิสงคั่วบุบหยาบ       ๑๐๐  กรัม
    เกลือป่น                ๑/๒ ช้อนชา

     (ผู้เขียน: นกกระจอกติดหล่ม หรือที่เรียกว่า"กะลอจี๊ไทย"นั้น พบได้ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ส่วนกะลอจี๊ของจีนนั้นก็ทำจากแป้งข้าวเหนียวเช่นเดียวกันแต่ว่าสองขั้นตอนสุดท้าย เขาเอาไปนึ่งแล้วทอดให้ผิวเหลืองกรอบก่อนจะกินครับ)

     

     

    สูตรขนมกะลอจี๊จากเวปอ.ยิ่งศักดิ์

    ข้อมูลเพิ่มเติมจากนิตยสารครัว ฉบับเดือนตุลาคม ๒๕๔๖

    ภาพวาดปากกาโดยผมเองเช่นเคยครับ

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ ตอน๕

    ความเดิมตอนที่แล้ว กล้องได้จับภาพตั้งแต่ตอนเปิดฉากตัววัสดุหลัก ซึ่งคือ แป้งข้าวเหนียวขาว และข้าวเหนียวดำ ที่ผ่านมาผู้เข้าแข่งขันทั้งสี่ท่านได้ทำดังต่อไปนี้
    แม่เอียด ขนมเต่า
    ป้าจันทร์ ขนมเกสรลำเจียก
    ฤทธิ์หมึกจาง ขนมหน่อไม้
    หม่อมถนัดหวี ขนมถั่วแปบ
     
    หลังจากที่อ.ยิ่งสาก ได้โฉบถุงแป้งเป็นคนแรกแล้ว เธอก็ทำตัวปลิว(คาดว่าวิชาตัวเบา)มาที่โต๊ะ ชะม้ายตามองรอบๆเวที ว่าใครทำอะไรกันบ้างแล้วก็บ่นๆว่า"เชอะ ไม่ครีเอทกันซะเลย" พอจบเธอก็กระตุกสร้อยลูกประคำที่เธอหัอยมากระชากสายออก เม็ดประคำทั้งหมดตกลงสู่หม้อเสียงป๊องแป๊งดังระงม อ๊ะ ไม่ใช่ลูกประคำครับท่านผู้ชม มันคือเม็ดบัวแห้งนั่งเอง เธอรีบรินน้ำฝนใส่หม้อเม็ดบัว พลันเหลือบไปเห็นหม่อมถนัดหวีนั่งเทไวน์ดื่ม ไฟที่เตาก็ลุกพรึบด้วยวิชาตาร้อนที่เธอถนัดนั่นเองแต่ไม่ทันไรก็ดับเพราะลมจากการปะทะกันของตงฟางและฤทธิ์หมึกจาง เธอจึงเหลืออดเพ่งไปที่น้ำแทนซึ่งก็เดือดพล่านทันใจเพราะไฟเธอแรงมากครับท่านผู้ชม เมื่อเม็ดบัวเดือดเธอก็โยนเข้าครกไฟฟ้าปั่นกับกะทิและเกลือเล็กน้อย แล้วจึงเทคืนลงหม้อเคี่ยวกับแป้งข้าวเหนียวดำ ทิ้งไว้จนข้นได้ที่ "ฮะฮะฮะ ข้าวเหนียวเปียกสูตรไม่ใช้ข้าวเหนียวฮ่ะ" อ.กล่าวทิ้งท้ายพลางค้อนโต๊ะข้างๆอันได้แก่หม่อมถนัดหวี และคุณหรีด ฝ่ายพิธีกรเห็นเธอทำเสร็จจึงพูดออกไมค์ว่า"เสร็จแล้วครับ ข้าวเหนียวดำเปียกไร้ข้าวเหนียว"
     
    "ช้าก่อน นี่ฉันยังเหลือแป้งข้าวเหนียวขาวอีกนะยะ" อ.ยิ่งสากตวาดพิธีกร  ว่าแล้วเธอก็ตั้งกะทิกับน้ำตาลในกะทะ อีกมือก็เอาตะแกรงมาร่อนแป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว ผงจันทน์เทศป่น สามครั้งแล้วใส่กะทิเล็กน้อย เมื่อแป้งละลายเธอจึงใส่ลงไปในกะทะ กวนจนแป้งข้นยกลง ระหว่างนั้นเอง หม่อมถนัดหวีก็ยื่นไม้เสียบลูกชิ้น เอ๊ย ไม้เสียบถั่วแปบที่ยังไม่ตบให้แบนและยังไม่ได้ห่อไส้มาให้เธอ เธอหัวเสียพลางสบถขึ้นว่า "หนอยจะวางยาคนอย่างยิ่งสากเหรอ ไม่มีทาง ฝันไปเหอะ ชิ" แล้วเธอก็หันไปดูแป้งปรากฏว่าที่ร้อนๆตอนนี้เกือบจะเย็นไปแล้วครับเนื่องจากลมจากห่ากระสุนบัวลอย เธอจึงรีบโยนไข่แดงลงไปกวนให้ได้สีตามต้องการ แล้วรีบยกตั้งไฟกวนจนแป้งไม่ติดกระทะถึงจะปั้นได้
     
    เธอเทข้าวเหนียวเปียกใส่ชามทรงเงินตำลึง แล้วโยนเสน่ห์จันทน์ลงไปหนึ่งลูก เสร็จแล้วฮ่ะ "หลงเงาจันทร์"
     
    (ผู้เขียน:จริงๆแล้วเสน่ห์จันทน์หมายถึงลูกจันทน์ที่มีกลิ่นหอม โบราณจึงทำเป็นรูปลูกจันทน์ครับ แต่อ.ยิ่งสากจะดัดแปลงให้เป็นพระจันทร์จึงไม่ต้องปั้นจุกและเติมสีเหลืองเพิ่มแต่อย่างใด เอาแค่นวลๆเป็นพระจันทร์คืนวันเพ็ญสว่างไสวในเงาน้ำมืดสนิท ก็เท่านั้น)
      

    thai5

     
     
    ขนมเสน่ห์จันทน์


     ส่วนผสม
    แป้งข้าวเหนียว              ๑ ถ้วย
    แป้งข้าวเจ้า                 ๑  ถ้วย
    น้ำตาลทราย            ๒ ๑/๒ ถ้วย
    มะพร้าวขูดขาว               ๕ ขีด
    ไข่แดงของไข่ไก่            ๕ ฟอง
    ผงจันทน์เทศป่น       ๑/๒ ช้อนชา
     
    แป้งข้าวเจ้าแห้งคั่วสุก    ๑/๔ ถ้วย
    (เพื่อทำนวลขนม)

     

    สูตรขนมเสน่ห์จันทน์จาก หนังสืองานช่างสตรีในวิทยาลัยในวัง ๒๕๓๔

    ส่วนซุปเม็ดบัวข้าวเหนียวดำคิดขึ้นมาเอง คือข้าวเหนียวเปียกไร้ข้าวเหนียวนั่นเอง

    ภาพวาดปากกาโดยผมเองเช่นเคยครับ

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ ตอน๔

    ณ โต๊ะระหว่างอ.ยิ่งสากและฤทธิ์หมึกจาง หม่อมถนัดหวีกำลังรื่นเริงบันเทิงใจกับการชิมไวน์ชาโตว์ เดอ เลย(ฉลากม่วง) ในช่วงที่ต้องรอถั่วต้มให้สุกเพื่อทำไส้ ระหว่างหนึ่งจิบ ท่านก็มานั่งนวดแป้งข้าวเหนียวดำ ที่แอบปนแป้งขาวลงไปเล็กน้อย "จริงๆแล้วการทำขนมชนิดนี้ต้องใช้แป้งข้าวเหนียวดำโม่ไม่ทับแห้ง จึงจะได้ผลดี แต่การณ์นี้ต้องประยุกต์ด้วยการเติมน้ำคืนลงไปให้แป้ง" ท่านพูดพลางยิ้ม แถมต้องเอาเท้าจิกข้างนึงลงที่พื้นเพื่อส่งพลังปราณยึดเวทีไว้ไม่ให้ถูกพลังมหาเวทย์ดูดดาวจากโต๊ะข้างๆ พอแป้งนุ่มเหนียว ถั่วที่ต้มก็น้ำงวดลงไปหน่อยท่านก็เทไวน์จากขวดเติมลงไปแทน แล้วก็หัวเราะคิกคักกะว่าจะได้ไส้ถั่วต้มกลิ่นไวน์แดง จึงหันไปตั้งหม้อน้ำร้อนอีกหม้อ แล้วกลับมาแบ่งแป้งเป็นก้อนกลมๆขนาด ๑นิ้วจนหมดแป้ง
     
    ทันใดนั้นเอง เสียงเอะอะจากการปะทะกันระหว่างฤทฺธิ์หมึกจางกับตงฟางก็ดังขึ้น ทำให้ฝุ่นฟุ้งเต็มไปหมด ท่านจึงต้องเอาเครื่องไอพ่นใบพัดสองชั้นจากปีกเครื่องบินการบินไทยที่ได้มาตั้งแต่สมัยทำรายการ "การบินไทย ไขจักรวาล" พัดเอาฝุ่นออกไปจากโต๊ะท่าน ผลคือลูกแป้งที่ท่านปั้นไว้สูญเสียความชื้นไปมาก รีบโยนลงน้ำเดือด ต้มจนลอยเหมือนลูกชิ้น แล้วจึงถ่ายใส่ถาดมะพร้าวขูดที่ท่านเตรียมไว้แต่แรกเริ่ม
     
    เมื่อไส้สุกแห้งดี ท่านก็นำมาปั้นเป็นก้อนๆ แล้วพักไว้ หันไปหยิบเข็มร้อยมาลัย จิ้มลงที่แป้งที่คลุกมะพร้าวทั่วแล้ว จนกลายเป็นไม้เสียบลูกชิ้น ท่านยื่นให้อ.ยิ่งสาก ลางว่าชิมมั้ย อ.ยิ่งสากทำหน้าเบะๆ บ่นมุบมิบๆ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาทำของตนต่อไป เมื่อหม่อมท่านเสียบแป้งได้ครบยอดไม้ ท่านก็ตบแป้งทั้งหมดด้วยสองมือ โดยให้เข็มลอดผ่านหว่างนิ้วผลคือแป้งแบนพร้อมกันทั้งหมด แล้วจึงดึงออกมาใช้ห่อไส้ทีละแผ่นเป็นก้อนกลมๆ
     
    ท่านวางจัดจานอย่างไม่รีบร้อน ราดหัวกะทิที่ปรุงด้วยเกลือเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
    "ถึงเป็นขนมไทย แต่เราก็จัดจานแบบสากลได้ ไม่ได้ทำให้เสียรสชาติแต่อย่างใด กลับจะทำให้ลูกหลานที่กำลังสนใจแต่ของนอกกลับมา เห็นคุณค่าภูมิปัญญาคนไทยกันเองได้บ้าง"
     
    ครับท่านผู้ชมผู้อ่านในที่สุดท่านก็ทำจานนี้ออกมาสำเร็จ อย่างสบายๆ สไตล์ผู้เฒ่าแห่งวงการ "ป๊อง" (เสียงหม้อกระทบหัวพิธีกร) เอ่อ สไตล์ผู้คร่ำหวอดในวงการครับ
      

    thai4

     

     

    ขนมถั่วแปบไทยไส้หวาน


     ส่วนผสมแป้ง
    แป้งข้าวเหนียว              ๒ ถ้วย
    น้ำอุ่น                      ๑/๒ ถ้วย
     ส่วนผสมไส้
    ถั่วเขียวเราะเปลือกนึ่งสุก   ๓ ขีด
    น้ำตาลปี๊บ                    ๕ ขีด
    น้ำ                     ตามต้องการ
     
    มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย   ตามต้องการ
    หัวกะทิ                ตามต้องการ
    เกลือ                      นิดหน่อย

     

    สูตรขนมจาก หนังสืองานช่างสตรีในวิทยาลัยในวัง ๒๕๓๔

    ภาพวาดลายเส้นปากกา โดยผมเอง

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ ตอน๓

    แล้วกล้องก็แพนมาจับที่ฤทธิ์หมึกจางครับ...
     
    เขากำลังใช้พลังมหาเมฆดูดดาว(จากเดชคัมภีร์เทวดา)ดูดสิ่งที่ซ่อนเร้นใต้พื้นดินให้ปรากฏ ทำเอาผู้เข้าแข่งขันท่านอื่นต้องใช้ลมปราณยึดพื้นเวทีไว้ไม่ให้ตัวเองถูกดูดไปที่โต๊ะของหมึกจาง  แล้วไม่ถึงพริบตา ก็มีเหง้าหน่อไม้ไผ่ตงผุดขึ้นมาจากใต้เวทีครับ โอ้วววว ไม่ยักกะรู้ว่าใต้สนามประลองมีไผ่อยู่ด้วย....
    หมอกควันจากแรงดูดเริ่มคละคลุ้ง คุณหมึกจางไม่รอช้า เอาดาบกระบี่คู่ฟ้าฟันหน่อทั้งสาม สียังขาวอยู่เลยครับเพราะอยู่ในดินยังไม่ทันโดนแดด ก็ถูกคุณหมึกจางดูดขึ้นมาเสียก่อนแล้ว ระหว่างที่ยอดไผ่ทั้งสามกำลังร่วงสู่พื้นเขาก็ยื่นดาบไปตัดฝานเป็นแผ่นกลมๆบางๆ ทว่ายังไม่ทันที่แผ่นเหล่านั้นจะตกถึงพื้นดี
     
    ฝีเข็มทั้งสามสิบหกเล่มพุ่งออกมาจากกลุ่มหมอกควันอีกด้านของสนาม เจ้าแม่ศรีษะหมอนไหวตัวทันโยนมะพร้าวเข้าไปรับเข็มชุดแรก และตกลงมาเบื้องหน้าฤทธิ์หมึกจาง ทันใดนั้นเข็มชุดที่สองก็พุ่งนำด้ายสิบสองสีสามชุด พร้อมเสียงสาวหัวเราะ และการปรากฏตัวของ "ตงฟางปู้ป้าย" แต่ไม่ทันไรเข็มชุดใหม่ก็ออกมา
    ทะลุผ่านแว่นหน่อไม้ทั้งหมด คุณหมึกจางไม่รอช้า เอาดาบสะบัดคมตัดด้าย พลันให้หน่อไม้ทุกแว่นถูกด้ายตัดขาด และด้วยแรงสะบัดของด้ายทุกเส้นในอากาศ หน่อไม้ทั้งหมดจึงกลายเป็นฝอยกระจายเต็มฟ้า คุณหมึกจางสะบัดมีดของตนปัดแยกหน่อไม้กับด้ายทั้งหมดลงเป็นสองฝั่งในชามที่เตรียมไว้ได้อย่างสวยงาม พร้อมกับเอามือข้างที่ว่างชุบน้ำ แล้วเร่งลมปราณให้น้ำที่ติดบนฝ่ามืออุ่นก่อนนวดแป้งข้าวเหนียวดำ ในพริบตาก่อนที่หน่อไม้เส้นสุดท้ายจะตกลงบนชาม เขาก็นวดแป้งบัวลอยได้สำเร็จ    เสียงตงฟางปู้ป้ายหัวเราะก่อนโผเข้ามากลางเวทีประลอง ทันใดนั้นเอง วิชาครีมกวนอิมพันมือของหมึกจางก็ปั้นบัวลอยข้าวเหนียวดำด้วยอัตราเร็วหนึ่งพันเม็ดต่อวินาที (เทคนิค:ใช้มือหนึ่งถือแป้ง และมือหนึ่งเจียดแป้งมาปั้นด้วยอัตราเร็ว สองเม็ดต่อวินาที) มือที่ปั้นเสร็จส่งห่ากระสุนบัวลอยเข้าใส่ตงฟาง ยังผลให้ตงฟางต้องหลบจ้าละหวั่นแม้วิชาไหมฟ้าห่อหุ้มกายของตงฟางก็ไม่อาจทนห่ากระสุนของหมึกจางได้ ระเบิดควันคลุ้งกระจายไปหมด เม็ดที่ทะลุไหมฟ้าก็ติดเข้าที่หน้าของเธอ ชวนให้นึกฝีเม็ดดำๆใหญ่ๆบนหน้า ผู้คนรอบสนามต่างพากันหัวเราะขำ ตงฟางเริ่มประดักประเดิด สบถคำว่า"ได้  หน่อไม้ไผ่'ตง'คราวนี้ข้าจะยกให้เจ้า" ก่อนเหาะถอยหลังหายไปในหมอก
     
    คุณหมึกจางจึงหันกลับมาพบว่าแป้งข้าวเหนียวดำทั้งสองถุงถูกใช้ไปเป็นกระสุนหมดแล้ว เลยใช้แต่แป้งขาวที่มีอยู่ผสมกับแป้งข้าวเจ้าเล็กน้อย ใส่เกลือน้ำตาล คลุกเบาๆ แล้วนำหน่อไม้ที่บีบน้ำออกแล้วมาคลุกแป้ง แล้วจึงห่อด้วยใบตอง โรยหน้าด้วยมะพร้าวที่ขูดจากลูกที่ปักไปด้วยเข็มของตงฟางนั่นเอง แล้วจึงนำไปนึ่งให้สุกดี
     
     
     
    thai3
    ขนมหน่อไม้


     ส่วนผสม
    หน่อไม้ไผ่ตง ต้มให้จืดแล้ว        
    ขูดเป็นฝอยหยาบๆ       ๓-๔ ถ้วย
    แป้งข้าวเหนียว            ๑/๒ ถ้วย
    แป้งข้าวเจ้า             ๑ ๑/๒ ถ้วย
    น้ำตาลทราย                 ๒ ถ้วย
    มะพร้าวทึนทึกขูดหยาบๆ   ๒ ถ้วย
    เกลือป่น                    ๑ ช้อนชา

     

    สูตรขนมจาก หนังสืองานช่างสตรีในวิทยาลัยในวัง ๒๕๓๔

    ภาพ โดยผมเอง แหะๆ

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ ตอน๒

    ส่วนโต๊ะของป้าจันทร์ เธอแกะถุงอย่างทะนุถนอม ใส่แป้งแต่ละชนิดลงในกระทะทองเหลืองต่างใบ เธอนั่งบนกระต่ายขูดมะพร้าวไม้สักราวกับเมขลา(แม่เบี้ย)ตอนสูงอายุยังไงยังงั้น
    เสียงเธอฮัมเพลงอะไรเล็กน้อย โฆษกจึงได้สั่งให้เด็กเอาไมค์ต่อไม้ยาวยื่นเข้าไปตรงตำแหน่งที่เธอนั่งอยู่ เธอไหวตัวทันปากะละมังเปล่าเข้าที่ท้องเด็กถือไมค์จนอ้าปากค้าง แล้วเธอก็ปาแคปซูลเข้าปากเด็กไป เธอตะโกนบอกเด็กว่าห้ามเข้ามาใกล้ที่ฉันนั่งอยู่นี่ ฉันนั่งไม่สำรวม ส่วนยาที่โยนลงท้องไปนั้นคือเม็ดมะกล่ำตาหนูมีพิษ หากไม่รีบถอยออกไปก่อนการแข่งขันจบลง จะไม่ให้ยาถอนพิษ เด็กถือไมค์จึงถอยผงะหมดแรงเดินทำให้ไมค์ตกกกระเด็นไปตรงที่หลังป้าจันทร์นั่งอยู่พอดี เธอไม่ใส่ใจยังฮัมเพลงต่อไป เสียงงึมงัมตะกุกตะกักอยู่พักใหญ่ โฆษกหันไปถลึงตาใส่เด็กคุมเสียงให้เพิ่มเสียงที่ไมค์ตัวนั้น จึงได้ฟังเสียงป้าจันทร์ออกลำโพงในที่สุดครับ
     
         "...ลำเจียกชื่อขนม          นึกโฉมฉมหอมชวนโชย
          ไกลกลิ่นดิ้นแดโดย          โหยไห้หาบุหงางาม..."
     
    "ออ ที่แท้ป้าจันทร์ กำลังร่ายกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๒ ครับท่าน หรือว่าป้าท่านจะทำ จะทำ เอ่อ"เสียงพิธีกรละล่ำละลักเพราะเธอชูแคปซูลเม็ดที่สองแล้วมองมายังพิธีกร เธอเอานิ้วชี้จุ๊ๆที่ปากแล้วยิ้มให้พิธีกรครับ พิธีกรตั้งสติได้แล้วจึงพูดต่อว่า "หรือว่าป้าท่านจะทำอะไร เราคงต้องเดาต้องรอดูกันต่อไปนะครับท่าน"
     
    ตอนนี้เตาข้างตัวที่ป้าจันทร์ตั้งน้ำลอยดอกมะลิกับน้ำตาลเริ่มเดือดแล้ว ป้าแกถึงลุกขึ้นพร้อมกะละมังมะพร้าวขูด โปรยมะพร้าวลงไปในน้ำเชื่อมเดือดๆครับ มือแกทำท่าวนๆเวลาโปรย เหมือนแกจะร่ายคาถาอะไรซักอย่าง แต่เปล่าครับ ป้าแกบอกว่าเพื่อให้มะพร้าวทุกเส้นได้โดนน้ำตาลเคลือบ ช่างล้ำลึกอะไรอย่างนี้ครับเนี่ย เมื่อหมดมะพร้าวแกก็เริ่มคนจนเหนียวปั้นเป็นก้อนได้จึงยกลงจากเตา หันไปนวดแป้งข้าวเหนียวกับน้ำเปล่า เอ๊ะไม่ใช่ครับแกตักมาจากโถน้ำลอยดอกมะลิที่แกใช้ทำน้ำเชื่อมไปกระทะที่แล้วครับ ข้างซ้ายแกนวดแป้งข้าวเหนียวดำ ข้างขวาแป้งข้าวเหนียวขาว พอแป้งทั้งสองเริ่มได้ที่ ป้าแกก็เอาไปยีตะแกรงลงในกระทะก้นแบน หรือว่าแกจะทำเครปครับเนี่ยสลับกันระหว่างข้าวเหนียวขาวและดำ
    แล้วแกก็เอาไส้วางลงแล้วม้วนเป็นมวนบุหรี่ครับ ที่แท้เธอก็ทำ.....
     
     
     

    thai2

    เกสรลำเจียก

    ส่วนผสมแป้ง
    แป้งข้าวเหนียว          ๑ ถ้วย
    น้ำเปล่า                ๑/๔ ถ้วย
     ไส้ขนม
    มะพร้าวทึนทึกขูด     ๑ ๑/๒ ถ้วย
    น้ำตาลโตนด            ๑ ถ้วย
    น้ำลอยดอกมะลิ         ๑/๔ ถ้วย
     
     
     
     
    เม็ดมะกล่ำตาหนู อัดแคปซูล
    เพื่อไม่ให้เป็นการนำไปใช้ในทางที่ผิด จึงขอสงวนสูตรไม่ลงไว้ ณ ที่นี้ครับ อิอิอิ

     
    สูตรขนมจาก หนังสืองานช่างสตรีในวิทยาลัยในวัง ๒๕๓๔

    ภาพ โดยผมเอง แหะๆ

    ศึกชิงเจ้ายุทธภพ

    และแล้ววันประลองยุทธที่ทุกคนเฝ้ารอก็มาถึง วันนี้จะใช้กติกาแบบแข่งรวม ใครยืนหยัดอยู่นานที่สุดเป็นผู้ชนะครับ ศึกครั้งนี้ช่างน่าจับตาดูนักเพราะว่าเป็นนัดรวมจอมยุทธที่โด่งดังจากทั่วหล้าทุกฟ้าสารทิศ
     
    กรรมการของเราในวันนี้:
     
    เจ้าแม่ศรีษะหมอน..สำนักแสงตะวัน
     
     
    รายชื่อผู้ร่วมประลอง:
     
    แม่เอียด ตำหนักดุสิตธานี
    ป้าจันทร์ ศิษย์สีฟ้า
    หนุ่มหน้าหยกฤทธิ์หมึกจาง
    หม่อมถนัดหวี สวัสดีฮะ
    อ.ยิ่งสาก แห่งโคกกระทะ
    คุณหรีด จากครัวตัวเอง
     
    เอาแล้วครับตัวแทนกรรมการเดินไปเปิดผ้าคลุมส่วนผสมหลักในครั้งนี้....แต่น แตน แต๊นนนน "โอ้ว ไม่น่าเชื่อครับ มันคือ.......แป้งข้าวเหนียว"
     
    อ.ยิ่งสากไม่รอช้า ใช้วิชาตัวเบากระเรียนกรีดกราย ไปโฉบแป้งมาสามถุงครับ เธอเอ๊ยเขาเอาแป้งข้าวเหนียวขาวมาสอง ข้าวเหนียวดำมาหนึ่ง ในขณะที่แม่เอียดเดินเอื่อยๆ ขำท่าทางอ.ยิ่งสากไปพลาง หยิบมาแค่อย่างละถุง เหมือนกับป้าจันทร์ และหม่อมถนัดหวี ฝ่ายฤทธิ์หมึกจาง หยิบแป้งข้าวเหนียวขาวหนึ่ง และข้าวเหนียวดำสองถุงสุดท้ายครับ อ้าวของหมดแล้วขอรับ คุณหรีดยืนส่ายหน้าบอกบุญไม่รับ มัวแต่รอให้เปรตขอส่วนบุญทั้งหลายแย่งของไปจนหมดถึงกับเข่าอ่อน แต่ไม่เป็นไร คุณเธอบอกเสนอเพิ่มงบให้รายการ ไปเอาของมาเพิ่มได้แต่มีข้อแม้ว่าต้องโฆษณาให้รายการครัวตัวเอง
     
    อ้าวม็อบคุณสนธิ์(อ่านว่า สน) เดอะสตาร์ ที่เชียร์อยู่ข้างๆเริ่มส่งเสียงว่าไม่เป็นธรรม ขอให้ไล่คุณนายหรีดออกไป "ออกไป ออกไป" 
    พิธีกร "เอ้า ว่าไงครับเจ้าแม่? ท่านบอกว่าให้เอาแป้งมาเพิ่มในกระบะ แต่จะไม่มีการโฆษณาให้ผู้แข่งขันผู้ใดเป็นอันขาดครับ"  คุณหรีดค้อนเจ้าแม่เล็กน้อย แต่ก็ยอมเลือกถุงแป้งไปโดยดี  การแข่งขันจึงดำเนินต่อไป....
     
    แม่เอียดมาถึงโต๊ะตัวเองฉีกถุงแป้งทั้งสอง แล้วโยนขึ้นฟ้า กระชอนร่อนแป้งสองอันกระเด้งขึ้นมาจากแรงตบโต๊ะด้วยมือข้างเดียว เธอคว้าไว้ข้างละอัน แล้วช้อนเก็บแป้งด้านซ้ายเป็นสีขาว ด้านขวาเป็นสีดำ เธอร่อนลงกะละมังที่จัดไว้อย่างเหมาะเจาะ พลางพูดว่า
    "งานทุกชนิดอยู่ที่ตอนเริ่ม เริ่มผิดก้าวก็เท่ากับเดินลงเหว ฆ่าตัวตาย" ในขณะที่แป้งผ่านกระชอนลงสู่กะละมังจนหมด "จะทำการใหญ่ต้องลงทุนเวลา" เธอกล่าวจบแล้วโยนกะละมังแป้งขาวขึ้นฟ้า สาดน้ำร้อนขึ้นไปแล้วเอากะลังมังใบเดิมรับแป้งที่ดูดน้ำร้อนกลางอากาศไว้แล้วลงมา ใช้วิชา"ปอบหยิบยี่สิบมือ"ลงไปนวดครับ อีกมือก็กวนไส้ถั่ว ที่ได้จากการนึ่งถั่วเขียวเราะเปลือก น้ำตาลทราย และหัวกะทิในกระทะทองเหลืองครับ เธอแบ่งแป้งสีดำที่นวดสุกแล้วลงพิมพ์ก้อนนึง เกลี่ยๆให้ทั่วพื้นพิมพ์ แล้วปั้นไส้ถั่วกวนลงไปตรงกลาง ตามด้วยแป้งสีขาวก้อนหนึ่งเพื่อปิด เธอเคาะขนมออกจากพิมพ์เป็นรูปเต่าหลังดำท้องขาวครับ....จากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ เธอทำเร็วมากครับท่านผู้ชม แล้วเธอก็เอานิ้วมือจุ่มลงในชามกะทิ แล้วสลัดลงบนในตองอย่างรวดเร็ว อีกมือจับเต่าทั้งหลายเรียงบนถาดที่ปูด้วยใบตอง และพรมด้วยกะทิ เธอเอาเข้าลังถึงนึ่งจนสุกครับ ....
     
     
     

    thai1

    ขนมเต่า

     ส่วนผสมแป้ง
    แป้งข้าวเหนียว              ๒ ถ้วย
    น้ำอุ่น                      ๑/๒ ถ้วย
     ส่วนผสมไส้
    ถั่วเขียวเราะเปลือกนึ่งสุก   ๑ ถ้วย
    น้ำตาลทราย                 ๑ ถ้วย
    หัวกะทิ                       ๑ ถ้วย

     

    สูตรขนมจาก หนังสืองานช่างสตรีในวิทยาลัยในวัง ๒๕๓๔

    ขอบคุณเพลงกระบี่ไร้เทียมทานจากคุณ big nose แห่งเวป exteen.com

    ภาพ โดยผมเอง แหะๆ

    บุษบาปากะศิลป์

     
    ใครหนอช่างเปรียบเปรยว่าคนก็ไม่ต่างกับดอกไม้ ไหนจะความงามหญิงกับกุหลาบที่มีหนามแหลมคม หรือดอกไม้ริมทางที่เด็ดดอมดมแล้วก็จากกันไป ใครๆที่เคยถูกชมว่าสวยเหมือนดอกไม้ก็คงดีใจ แต่หากใครถูกด่าด้วยคำสรรพนามบุรุษที่สาม +"ดอก" ก็อย่าเพิ่งเสียใจ วันนี้เราจะพาคุณไปพบกับคุณค่าที่ธรรมชาติได้ซ่อนเอาไว้ในดอกไม้มากกว่าที่เราจะมองเห็นได้ด้วยตา
     
    ตำรับตั้งแต่ยุคเก่าก่อนได้รู้จักการนำดอกไม้มาใช้ในครัวเรือนอย่างช้านานแล้ว เราอาจจะมองข้ามมันไป อย่างหัวปลี ก็คือช่อดอกของต้นกล้วย บลอคคอรี่ก็เป็นดอกของต้นคะน้าฝรั่ง ดอกกะหล่ำเอย ดอกแค ดอกโสน ดอกขจร ดอกกุยช่ายก็ไม่ต้องพูดถึง คุ้นชื่อกันอยู่ ดอกเก๊กฮวยที่เอามาต้มน้ำ หรืออย่างดอกลิลลี่ตากแห้งของจีนก็เห็นบ่อยๆในผัดโป๊ยเซียน ยังมีอีกมากมายที่ตอนนี้คนอ่านอาจจะนึกออกมากกว่าผมแล้วด้วยซ้ำ
    ดอกไม้ที่สวยๆงามๆและกินได้แต่เราไม่ค่อยคุ้นนั้น จะว่าไปก็หลากหลายไม่ใช่น้อย ตั้งแต่กระดังงา มะลิ ที่นิยมใช้กลิ่น หรือกุหลาบ ที่ใช้ทั้งกลิ่น และกลีบยังกินได้อีกด้วย
     
    ก่อนทำควรดูให้ดีว่าดอกไม้ชนิดที่เลือกมานั้น....เป็นชนิดที่กินได้จริงหรือเปล่า ล้างน้ำหรือยัง และที่สำคัญปลอดยาฆ่าแมลงหรือเปล่านะครับ ไม่งั้นจะต้องกลายเป็นปุ๋ยให้ดอกไม้กินก่อนเวลาอันควรนะคร้าบบบ แหะๆๆ
     

                     

     
    เริ่มทำได้ง่ายๆตั้งแต่...เอาดอกไม้ใส่สลัดเพื่อเพิ่มสีสันให้ผักสีเขียวๆ (ส่วนดอกไม้บางชนิดมีรสเผ็ด จึงต้องใส่แต่เพียงน้อย) หรือจะเอาไปชุบแป้งทอดแทนผัก เป็นเทมปุระก็จิ้มกับน้ำจิ้มหวานอมเปรี้ยว หรือลวกกินกับน้ำพริกก็สุดแล้วแต่.... ใช้แต่งเค้กก็ง่ายครับ มีตั้งแต่วางแต่งบนเค้กตรงๆ วางไว้แล้วเอาแยมใสๆทาทับ หรือจะเอาไปเคลือบน้ำตาลให้เป็นเกล็ดเกาะ หรือจะเอาไปต้มกับครีม..เพื่อให้ออกกลิ่น.........
     
    ถึงตอนนี้ใครที่โดนด่าว่า "ดอก" จงภูมิใจเถิดว่าดอกไม้บางดอกมีค่ากับสังคมอีกมากมายหลายด้าน ไม่ใช่พวกอุตพิตหรือสำโรงที่รังแต่จะส่งกลิ่นชวนคลื่นไส้ยามลม(ปาก)พัดผ่าน อืมพูดไปสองไพเบี้ย .... นิ่งเสียจะได้กินต่อเสียที
     
                         

     

    รายชื่อดอกไม้ที่กินได้

    พืชผัก กะหล่ำดอก กะหล่ำดอกอิตาเลี่ยน (บร๊อคโคลี่) ดอกแคบ้าน ดอกกุยช่าย ดอกเก๊กฮวย ดอกผักกวางตุ้ง ดอกฟักทอง ดอกบวบหอม ดอกกระถิน ดอกหอม ดอกข่า ฯลฯ
    ไม้ประดับ ดอกเข็ม ดอกพวงชมพู ดอกเล็บมือนาง ดอกลั่นทม ดอกดาวเรือง ดอกดาวกระจาย ดอกกุหลาบ ดอกแคฝรั่ง ดอกชบา ดอกซ่อนกลิ่น ดอกเฟื่องฟ้า ฯลฯ
    ไม้ผล ดอกทุเรียน ดอกชมพู่สาแหรก ดอกมะขาม ดอกกล้วย (หัวปลี) ช่อมะม่วง ดอกมะละกอ ฯลฯ
    ไม้ป่า ดอกพะยอม ดอกงิ้ว ดอกแคป่า ดอกแคขน ช่อสะเดา ช่อมะกอก ดอกขี้เหล็ก ดอกกระโดน ดอกลำพู ดอกกุ่มน้ำ ดอกแต้ว ฯลฯ
    วัชพืชบางชนิด ดอกกะลาหรือดอกดาหลา ดอกบัวสาย ดอกสลิดหรือดอกขจร ดอกข้าวสาร ดอกผักปลัง ดอกผักตบไทย ดอกผักตบชวา ดอกกะแท่ง ดอกบุก ดอกชุมเห็ดเทศ ดอกกระพังโหม ดอกกระทือ ดอกครั่ง ดอกกระเจียว ดอกโสน ดอกบอน
    ดอกไม้อื่นๆ ดอกนุ่น ปลีตาล จั่นจาก(ดอกจาก) ดอกมะรุม ดอกโศก ฯลฯ
    ดอกไม้นอก ดอกคาร์เนชั่น (Carnation), ดอกเดย์ลิลลี่ (Day lily), ดอกอิงลิช เดย์ซี่ (English Daisy), ดอกเฟนเนล (Fennel) ,ดอกนัชเทอฌัม (Nasturtium), ดอกคาเลนดูล่า (Calendula),ดอกบี บาล์ม (Bee Balm), ดอกคาโมไมล์ (Chamomile), ดอกไวโอเล็ต (Violet), ดอกกุหลาบ (Rose), ดอกโรสแมรี่ (Rosemary), ดอกลาเวนเดอร์ (Lavender), ดอกไลแลค (Lilac), ดอกแอนิช ฮิซซอพ (Anise Hyssop), ดอกการ์ดีเนีย (Gardenia), ดอกแพนซี (Pansy), ดอกเลมอน เวอร์บีนา (Lemon Verberna), ดอกทิวลิป (Tulip), ดอกพริมโรส (Primrose), ดอกรันเนอร์ บีน (Runner Bean), ดอกเบโกเนีย (Begonia) เป็นต้น
     
     
     
     
     


    ขอบคุณข้อมูลจากบทความของ ศาสตราจารย์ปวิณ ปุณศรี
    และรายชื่อดอกไม้จากหนังสือ อาหารจานดอกไม้ Flower Food Menu โดยสุพัตรา แซ่ลิ่ม

    รูปจาก google.com