| Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork | Help |
|
|
บุหงัน จัตุรบรรพ
คุณน้าบุหงันวิ่งหน้าตาตื่นมาที่บ้านครอบครัวบุหงัน....
"นี่ๆๆ พี่สุ เจ้าบุรินทร์มันจะมีเคราะห์นะ ห้ามมันออกจากบ้าน"เสียงคุณน้าบุหงันนำหน้ามาก่อนตัว
"อะไรกัน วันนี้วันเกิดหลานนะ ไหงมาทักอย่างนี้ล่ะ" เสียงุคุณแม่ของบุหงันตอบรับแบบใจห่อเหี่ยว
"ฉันเห็นตาบุรินทร์ หัวขาดในนิมิตเมื่อคืนน่ะสิ" น้าบุหงันพูดพลางวางกล่องของขวัญลงบนโต๊ะรับแขกที่มีทั้งกระเช้าและกล่องสีสันสวยงามเต็มไปหมด...
"เอาน่า ให้พ้นวันนี้ก่อนได้ไหม เด็กมันกำลังสนุกๆกันอยู่" คุณแม่ของบุหงันขอผลัดผ่อน
"ฉันก็มีหน้าที่เตือนเท่านั้นเองล่ะพี่สุ ไหนเจ้าบุรินทร์ กับบุหงันอยู่ไหนล่ะเนี่ย" น้าบุหงันชะโงกหน้ามองหาหลานๆ แต่ยังไม่ทันเจอใครก็ได้ยินเสียง
"สวัสดีคร้าบบบบ น้าพร ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดคร้าบบ" เสียงเจ้าของวันเกิดวิ่งมากอดน้าสาวคนสนิท
"เป็นไงเรา หนุ่มขึ้นอีกปีแล้ว ช่วงนี้ก็เพลาๆเรื่องเที่ยวหน่อย ไม่ต้องไปนอกบ้านให้เยอะนักล่ะรู้มั้ย" น้าพรตักเตือน
"งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้...ผมจะอยู่บ้านช่วยคุณแม่ทั้งอาทิตย์เลยครับ" พูดพลางหันไปมองหน้าคุณแม่ที่หน้าเจื่อนๆอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "งั้นเดี๋ยวผมไปฉลองกับเพื่อนที่กรุงเทพฯต่อเลยนะครับ แหะๆๆ"
บุรินทร์พูดจบก็สวัสดีลาน้าสาวก่อนจะวิ่งไปตามเพื่อนๆที่สวนหลังบ้าน ระหว่างที่วิ่งสวนกับคุณน้าและคุณแม่จะไปขึ้นรถหน้าบ้านนั่นเอง น้าพรก็ได้กลิ่นคาวเลือดปะทะอย่างแรง
"ไม่ได้ล่ะพี่สุ เธอต้องตามเจ้าบุรินทร์ไปแล้วล่ะ ฉันว่าวันนี้แน่ๆ" น้าพรบอกแม่ของบุหงัน
"ทำไงดี เดี๋ยวต้องไปบอกบุหงันให้ช่วยดูแล เก็บกวาดให้หน่อย ยังไม่ได้จัดการเรื่องค่าของค่าอาหารเลย" แม่ของบุหงันเลิกลั่ก
สิบห้านาทีผ่านไป บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่กรุงเทพฯ
แม่ของบุหงันขับรถอย่างระส่ำระส่าย มองซ้ายมองขวาหารถของลูกชาย ด้วยความรีบทำให้ไม่ได้หยิบโทรศัพท์มือถือติดตัวมา ไม่งั้นคงพอจะโทรถามได้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว คิดย้ำสลับกับเสียงเตือนของน้องสาวตนอยู่ไม่รู้กี่รอบได้...ก็เห็นว่าเด็กวัยรุ่นสองสามคนยืนคุยมือถือตรงไหล่ทาง แม่ของบุหงันรู้สึกเย็นหลังวาบ นั่นเพื่อนตารินทร์ลูกชายตน
รถฮอนด้า ซีวิคสีแดง โหลดต่ำจนดูเหมือนวิ่งไม่ได้จริงอยู่ข้างทาง นอนหงายด้วยสภาพหน้ารถยับเยินเหมือนกระดาษโดนขยำโยนทิ้งไว้บนถนนด้วยฝีมือคนมักง่าย ... เด็กวัยรุ่นสามยืนล้อม ร่างเพื่อนตนที่เมื่อครู่ยังตื่นเต้นอยู่กับของขวัญวันเกิดตัวเอง......
"รินทร์ ลูกแม่"
แม่บุหงันวิ่งริ่เข้าลงไปจะโอบลูกมาไว้ในอ้อมกอด.... ไม่ลืมที่จะถอดรองเท้า น้ำตาไหลพราก แต่ก็ยังแหงนขึ้นฟ้า พูดต่อด้วยเสียงสั่นๆ ราวกับเส้นเสียงโดนบีบเค้น..
"...ลูกต้องไม่ตาย ลูกต้องไม่ตาย..." เป็นเสียงที่บุรินทร์ได้ยินก่อนที่จะวูบไป.......และตื่นมาในโรงพยาบาลหลังจากนั้นอีก สิบหกชั่วโมง
คุณน้าของบุหงันฝากมาบอกว่า... เทคนิคนี้อยู่ตรงที่ว่า....เมื่อไรที่มีการขอร้องให้กับบุพการีหรือลูกของตน
ข้อที่ควรกระทำคือหนึ่ง...เท้าติดดิน สองแหงนหน้าขึ้นฟ้า เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนรับรู้ แล้วกลไกทั้งหมดจะทำงานของมันเอง
เหมือนจะเรื่องแต่ง จึงควรใช้วิจารณญาณในการอ่านคร้าบบ
บุหงัน ตติยบรรพ
บุหงันชอบเลี้ยงปลาทองมาก วันนี้ขออนุญาตพ่อได้ จึงไปซื้อปลาเพิ่ม กะว่าจะเอาหัววุ้นสีดำซักคู่นึงมาตัดกับคู่สีเงินและสีทองในตู้ รีบบึ่งไปที่ร้านพี่หน้าปากซอย วันนี้ดีจังคนไม่เยอะจะได้ถามเคล็ดลับให้ปลาผสมพันธุ์ซะเลย จะได้ไม่ต้องขอคุณพ่อมาซื้อเพิ่มบ่อยๆ เธอคิดในใจพลางอมยิ้มไป
ร้านขายปลาของพี่พลเป็นร้านห้องแถวสองห้อง ตอนแรกแกเปิดแค่ห้องเดียว แต่ด้วยอัธยาศัยที่ดีมากของพี่แก แถมยังช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาลูกค้าแต่ละคนได้เป็นอย่างดี ทำให้กิจการพี่พลก้าวหน้าจนขยับขยายห้องติดๆกันได้ภายในไม่ถึงสองปี
บุหงันเดินดูตู้ปลาที่พี่เขาจัดไว้ให้ลูกค้าที่จะมารับตอนเย็น สวยมากแม้ยังไม่มีปลาและน้ำ จังหวะจะโคนในการวางของตกแต่ง หินและต้นไม้ เป็นซอกเป็นหลืบน่าว่ายเล่น บุหงันจินตนาการแทนปลา เดินชมไปมาจนวกกลับมาถึงหน้าเคาท์เตอร์ ที่มีตู้ปลาเล็กๆเรียงราย เพื่อหลอกล่อเด็กที่มากับผู้ปกครองให้อยากซื้อก่อนกลับบ้าน แผนการวางผังของพี่พลแกไม่เลวนับถือๆ ตรงเคาท์เตอร์มีลูกค้าสองราย รายนึงเป็นสาวเพราะผมยาวดำขลับ ก้มไปดูปลาตู้เล็กๆพวกนั้นล่ะ อีกรายเป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นกำลังจ่ายเงินค่ายาหยอดรักษาปลาที่ว่ายหงายท้องเพราะกินพวกอาหารที่ตกค้างอยู่ตามพื้นตู้ ระหว่างพี่พลอธิบายวิธีการใช้ยา บุหงันก็เลยมองเล่นๆไปรอบร้านจนกวาดสายตามาจบที่หญิงรายแรก แล้วก็สะดุ้งเลยรีบหันไปมองพี่พลซึ่งทอนเงินให้ลูกค้าเสร็จพอดี
"อ้าวบุหงันเป็นอะไร หน้าตาไม่สบายเลย"
"เอ่อ พี่พล ตรงนี้ปลาตายบ่อยหรือเปล่าคะ?"
"อ้าว ทำไมรู้ล่ะ สงสัยพี่โชคร้ายได้ปลาขี้โรคมาทั้งนั้นน่ะสิ แต่พี่ก็ว่าดูดีแล้วนะไหงเดี๋ยวๆตาย เดี๋ยวๆตาย เข้ามาใกล้ๆสิ ยืนคุยตรงนั้นให้ต้องตะโกนทำไม"
"ไม่เป็นไรค่ะว่าแต่พี่ไหว้เจ้าที่บ่อยไหมคะ?"
"โอย บุหงันเชื่อเรื่องอย่างนั้นด้วยเหรอจ๊ะ?"
"คือ...หนูเห็นคนมายืนกินปลาพี่อยู่น่ะค่ะ" จบคำพี่พลหน้าถอดสี ดูไปดูมายิ่งแย่กว่าหน้าบุหงันที่พี่พลทักเมื่อครู่อีก
"เหรอ...นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่มีคนทัก เมื่อ...สองเดือนก่อนตอนที่เปิดขยายคูหาข้างๆ ก็มีลูกค้าแม่ลูกมายืนทะเลาะกันหน้าเคาท์เตอร์พี่อ่ะ ลูกบอกว่าแม่ๆๆ ตรงนั้นมีผู้หญิงยืนกินปลา แม่ก็หันไปดูไม่เห็นใคร แล้วก็หันมาตีลูกสาวตัวเองว่านี่โกหก ล้อเล่นทำไม เรื่องไม่เป็นเรื่อง ตอนนั้นพี่ก็อยู่ด้วยนะ ยังนึกเลยว่าเด็กมันจินตนาการสูงดี"
"เหรอคะ แต่ว่านี่เขากำลัง...หยิบอีกตัวกินแล้วนะคะ หนูขอตัวก่อนนะคะวันหลังหนูจะมาคุยใหม่ หวัดดีค่ะพี่" บุหงันวิ่งกลับบ้านนึกขอโทษพี่พลอยู่ในใจ...
ขอย้อนไปอธิบายภาพที่บุหงันเห็นเมื่อครู่นะครับ
หญิงผมยาวในชุดขาวยาวกำลังย่อเข่าเพื่อมองหาปลาที่ถูกใจ เธอเปิดฝาตู้ปลาเล็กๆ เอามือจ้วงลงไปล้วงปลาขึ้นมาเพื่อดูอย่างใกล้ชิด โดยใช้นิ้วคีบหางปลาทำให้ปลาเจ้ากรรมนั้นดิ้นๆบิดไปมาเพราะขาดน้ำ บุหงันกำลังจะร้องบอกว่า อย่าทำเลยสงสารปลา ทว่าหญิงผมยาวก็ปล่อยปลาตัวนั้นตกลงเข้าปากที่อ้ารอรับได้อย่างพอเหมาะ เธอกลืนโดยไม่ต้องเคี้ยว ขอขอบคุณเพลง Gollum's Song จากเรื่อง The Two Towers, Lord Of The Ring บุหงัน ทุติยบรรพ
บุหงันและแฟนปิดเทอมจึงถือโอกาสไปเที่ยวบ้านเจ้าโน้ตที่หัวหิน เจ้าโน้ตเป็นเด็กหัวหินตั้งแต่กำเนิด ทว่าถูกส่งไปอยู่กินนอนที่ระยองจึงได้รู้จักกับโอ๊ตแฟนของบุหงันซึ่งอยู่หอโรงเรียนกินนอนเดียวกัน แม้ว่าบุหงันจะไม่ค่อยรู้จักโน้ตเท่าไรแต่เพราะทั้งสามคนชอบถ่ายรูปและใช้ชีวิตนอกบ้านจึงทำให้สามคนคุยกันถูกคอเร็วขึ้น และพยายามนัดพบเจอกันบ่อยๆเมื่อมีโอกาส นี่ก็เป็นอีกหนึ่งครั้งเช่นกัน
แสงจันทร์ล่วงเที่ยงคืนขับเงาเด็กวัยรุ่นตอนปลายทั้งสามที่นั่งเรียงหน้ากระดานอยู่บนสะพานเรือให้เด่นชัดราวกับอยู่กลางแจ้งยังไงอย่างนั้น สะพานเรือซึ่งเป็นเหมือนทางไม้กว้างประมาณสองเมตรใช้จอดเรือประมงเล็กๆเทียบท่าทำด้วยไม้ผ่าซีกคร่ำคร่า คงตรากตรำแดดฝนมาแรมปี ทั้งสามนั่งตกปลามาตั้งแต่หัวค่ำได้แต่ปลาหมึกเสียส่วนใหญ่ ตอนแรกบุหงันคิดว่าพวกมันคือถุงพลาสติกที่ใครทิ้งเอาไว้ เพราะตอนขึ้นมาจากน้ำใหม่ๆ จะดูใสเหมือนถุงใส่น้ำเหี่ยวๆ แต่พอโดนอากาศซักพักพวกมันจะค่อยๆกลายเป็นสีขาวอย่างที่เราเห็นกันตามท้องตลาด ... ทำไมตกปลาต้องใช้ความเงียบขนาดนี้ ขนาดทั้งสามจะคุยกันยังต้องกระซิบกัน
..."คร่อกกกกก"...
เสียงท้องของโอ๊ตทำลายกำแพงความเงียบช่วงเวลากว่าตีสอง โอ๊ตรู้สึกหิวจังเพราะตอนนั่งรถทัวร์มาได้แค่น่องไก่หนึ่งชิ้น ส่วนถั่วลิสงอบที่แถมมาด้วยในกล่องโฟมนั้นดูแล้วไม่แน่ใจว่าจะปลอดจากสารอฟาท็อกซินหรือเปล่าจึงต้องจำใจทิ้งไว้บนรถทัวร์นั่นเอง บัดนี้เขาเห็นความสำคัญของคำว่าอย่าหวังน้ำบ่อหน้าแล้วว่าถ้าเก็บมาด้วย คงใช้บำบัดต้นกำเนิดเสียงให้เบาลงได้เป็นแน่แท้ โอ๊ตยิ้มแกมขำแล้วร้องว่า "เออ งั้นไปตลาดโต้รุ่งดีกว่า" ทั้งสามพร้อมใจกัน จึงกุลีกุจอรีบเก็บของขึ้นรถกระบะเจ้าโน้ต และออกรถจากสะพานเรือด้วยเวลาไม่ถึงอึดใจ
สองข้างทางเต็มไปด้วยพงหญ้ารกร้างมากมาย โน้ตขับอย่างชำนาญทาง หักเลี้ยวซ้ายขวา ลัดเลาะไปตามซอกเล็กซอกน้อย บางเส้นก็ผ่านหลังวัดชวนให้วังเวงพิกล บุหงันมองดวงจันทร์ดวงโตที่ให้แสงนวลตาน่าหลงใหล จนนึกไปถึงมิน่าศิลปินทั้งหลายชอบเวลากลางคืนมากกว่ากลางวันเพราะทำให้จินตนาการของพวกเขาบรรเจิดกว่ายามไหนๆนี่เอง ดูแค่แสงจันทร์เธอก็พาลคิดถึงสิ่งสวยงามตั้งหลายอย่าง
"ถึงแล้วเว้ย" คนขับตะโกน โอ๊ตคงหิวมากนั่งเงียบ ส่วนบุหงันต้องสะดุ้งจากโลกแห่งความฝันลดสายตาจากจันทร์ดวงโตสุกใสลงมาสู่เบื้องล่าง ระดับสายตาคนยืนถนน
"โห ทำไมสวยอย่างนี้" บุหงันลืมตัวพูดออกมาเบาๆ ตาโตเพ่งอาคารทรงไทยตรงหน้า เจ้าของบ้านคงจะมีความรู้ทางด้านตกแต่ง หรือไม่ก็การออกแบบ เพราะว่าแสงไฟสาดส่องได้จังหวะจะโคน แต่ว่าทั้งเรือนสว่างไสวราวกับเน้นตัวบ้านว่าสร้างด้วยทอง แม้จะเป็นไม้สักทั้งหลัง ไม่น่าเชื่อว่าบ้านทรงไทยสวยๆจะมีอยู่ที่หัวหินนี่เอง เธอรีบนึกถึงคอลัมน์นิตยสารว่ามีฉบับใดเคยเสนอเรื่องของเรือนไทยหลังนี้มั่ง
"อ้าวตะลึงอะไรอยู่ล่ะยัยหงัน?" โน้ตขัดเพราะเห็นเธออ้าปากค้างมานาน
"สวยนะแก ไอ้โน้ต ไม่เห็นบอกเลยว่ามีบ้านสวยๆอย่างนี้ จะได้ขอมาถ่ายรูปกลางวัน พามาป่านนี้แล้วจะถ่ายไงยะ ไม่ได้เอาขาตั้งกล้องมาด้วย บ้านทรงไทยแบบนี้ไม่ค่อยได้เจอนะ มีแต่สร้างเลียนแบบแถมไม้ก็ไม่สวยขนาดนี้ นี่อย่างกะทองแน่ะแก แกรู้จักเจ้าของบ้านเหรอพามาดึกอย่างนี้เดี๋ยวเขาจะนึกว่าขโมย" บุหงันเหน็บเจ้าถิ่นเล็กๆ แต่เจ้าถิ่นกลับเงียบ หน้าซีด สงสัยจะหิวจัดจนเลือดลมไม่เดิน โอ๊ตฟังคำสนทนาทั้งสองจบก็ตัดสินใจลงจากรถเดินอ้อมท้ายมาหลังบุหงันแล้วโอบไหล่บุหงันเบาๆ
ใบหน้าโอ๊ตเหงื่อซึมเล็กน้อยทั้งๆที่คืนนี้ช่างเย็นสบายเสียเหลือเกิน โอ๊ตยื่นหน้าเข้าใกล้ๆบุหงันกระซิบข้างหูเธอเบาๆว่า "บุหงัน ไอ้โน้ตมันพามาดูบ้านร้างน่ะ"
พอจบคำภาพเรือนไทยที่บุหงันเห็นอยู่ตรงหน้าก็หายวูบ กลายเป็นบ้านจัดสรรหลังเดี่ยวซอมซ่อ หลังคาทะลุ กระจกหน้าต่างแตก หยากไย่เกาะเต็มไปหมด พื้นที่สนามก็เต็มไปด้วยต้นหญ้าและวัชพิชชนิดสูงท่วมหัวที่แสดงให้เห็นถึงว่าโดนปล่อยให้รกร้างมาตั้งนาน มีเพียงแสงไฟสีส้มจากเสาไฟฟ้าต้นเดียวในระยะห้าร้อยเมตร มันไม่ใช่สีทองอย่างที่เธอประทับใจเมื่อครู่...
บุหงันพูดอะไรไม่ออกได้แต่ร้องไห้และกระโดดขึ้นรถ โอ๊ตวิ่งขึ้นตาม และนายโน้ตที่ยังไม่หายหน้าซีด บิดกุญแจบึ่งรถออกจากบ้านเฮี้ยนขึ้นชื่อในหัวหิน มุ่งกลับบ้านแทนที่จะไปตลาดโต้รุ่งอย่างที่คุยกันไว้ พลางบ่นในใจ"กูเชื่อแล้ว กูเชื่อแล้ว ว่ายัยบุหงันเห็นจริงๆ" บุหงัน ปฐมบรรพ
บุหงัน เป็นเด็กสาววัยยี่สิบต้นๆ ที่กำลังเรียนอยู่ชั้นปีสาม คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เล็กเธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนรอบข้างชอบหาว่าเธอดูแปลกๆ พวกเขาต่างหากที่แปลกๆ พวกเขาไม่เชื่อเรื่องที่เธอเล่า แม้ว่ามันจะเพิ่งเกิดตรงหน้าพวกเขาและเธอด้วยกันเองก็ตาม
แม่ของบุหงันเคยพาเพื่อนที่บอกว่าอยากจะคุยด้วยกับเธอมาหาที่บ้านสี่ห้าครั้ง แต่เธอก็มารู้เอาทีหลังว่าเพื่อนคุณแม่ที่ว่าเป็นจิตแพทย์เมื่อเธอต้องตามไปพบเขาที่คลินิคย่านสุขุมวิท
เธอปลอบใจตัวเองมาตลอดแล้ววันหนึ่งตอนอายุสิบแปด เธอก็ได้ฟังคำตอบที่เธอสงสัยมานาน นานตั้งแต่เธอจำความได้
"หลานมีซิกส์เซ้นส์น่ะ" เสียงน้าสาวพูดทำให้บุหงันเงยหน้าจากคอลัมน์คุยกับบ.ก.นิตยสารเล่มใหม่ล่าสุดขึ้นมาอ้าปากค้าง
"คุณน้าว่าอะไรนะคะ?"
"บุหงันก็รู้ตัวดี ว่าสิ่งที่บุหงันเห็นน่ะ ไม่ใช่ใครๆจะเห็นเหมือนบุหงันซะทุกคน"
"แล้วคุณน้ารู้ได้ยังไงคะว่าบุหงันไม่ได้โกหก"
"น้าเห็นอย่างที่บุหงันเห็นเหมือนกันจ้ะ แต่น้าก็ไม่ได้บอกใคร แรกๆน้าก็เคยแต่ก็ไม่มีใครเชื่อน้า อย่างที่บุหงันเองก็โดนหลายๆคนไม่เชื่อมาแล้ว น้าตัดสินใจจะบอกหนูตั้งนาน แต่ก็ต้องรอให้หนูอายุเลยสิบเจ็ดเสียก่อน"
"ขอบคุณค่ะคุณน้า ที่เข้าใจหนู ทำไมต้องรอนานขนาดนั้นล่ะคะ?"
"เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน บุหงันเองเจอเรื่องพวกนี้มามาก น่าจะเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรม เรื่องบาปบุญให้มากนะจ๊ะ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกัน น่าเสียดายหลายคนไม่เชื่อบาปบุญคุณโทษ เพราะเขาไม่เห็นหลักฐานว่าชีวิตหลังความตายมันมีจริง บุหงันต้องถือว่าตัวเองโชคดีแล้วล่ะ"
"ไม่จริงอ่ะค่ะคุณน้า บางทีหนูก็กลัวนะคะ"
"เขาเดือดร้อนสิ เขาถึงมาขอความช่วยเหลือ หนูก็แผ่เมตตาไปให้พวกเขาสิจ๊ะ"
"หนูก็ทำนะคะ แต่บางเจ้าตามรบกวนตลอดเลยค่ะ"
"เพราะหนูยังแผ่ไม่ถึงน่ะจ้ะ การแผ่เมตตาให้ได้ผลดีไม่ใช่แค่ท่องบทสวด ต้องระลึกถึงคุณงามความดีที่เราตั้งใจทำมาแล้ว หรือหลังนั่งสมาธิ วิปัสสนา แล้วจึงแผ่ออกไป จะสังเกตได้ว่าถ้าหนูแผ่เมตตาสำเร็จ หนูจะรู้สึกเบาสบายตัว ปลอดโปร่ง แล้วคนที่มีเซ้นส์อย่างหนูเนี่ย จะเจอมากกว่านั้นอีกจ้ะ"
"ขอบคุณค่ะคุณน้าแต่ว่า ไม่เจอเลยจะดีกว่านะคะ แหะๆๆ" บุหงันหัวเราะอย่างร่าเริงเป็นครั้งแรก... ตั้งแต่จำความได้ พี่มากขา.........หลายคนพอได้ยินเสียงนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ชื่อ "มาก" ก็ยังขนลุกตามไปด้วย เพราะคงกลัวการปรากฏตัวศรีภรรยาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเขาคือ "แม่นาก" นั่นเอง(บางที่สะกด นาค) ประวัติแม่นากที่เราได้ยินกันมักจะเป็นไปในเรื่องทางขนพองสยองเกล้า น่ากลัวชวนเสียวสันหลังวาบแล้ววาบเล่า ว่าใครที่จะทำร้ายพ่อมาก หรือมาคั่นกลางระหว่างรักของทั้งสอง มีอันต้องเจอฤทธิ์เดชของแม่นากเป็นร่ำไป พ่อมากหรือทิดมากก็นับได้ว่าเป็นคนที่โชคดีที่สุดและโชคร้ายที่สุดในเวลาเดียวกัน โชคดีที่มีเมียที่มีความรักอันเป็นปณิธานแน่วแน่ แต่โชคร้ายที่รักนั้นไม่อาจช่วยชีวิตแม่นากให้ยืนยาวแม้เพียงเพื่อจะทันเห็นหน้าเขาก่อนจะลาโลกนี้ไป เลยมีอันต้องพลัดพรากเป็นหม้ายไปโดยปริยาย
แต่จริงๆแล้วตามประวัติที่ได้อ่านเจอมา แม่นากนั้นเสียชีวิตตอนกำลังคลอดลูกหรือที่เรียกว่าตายทั้งกลมเท่านั้นเองครับ.... แต่ว่าหลังจากตายแล้วนั้น คงมีคนแอบอ้างชื่อบ่อยๆ และคงจะใช้ในทางไม่สู้ดีนัก เลยทำให้แม่นากเธอเคืองเพราะเป็นการคนเป็นขูดเร้นคนตาย จากวิญญาณที่เคยอยู่ไม่ค่อยสงบเพราะตายทั้งกลมมาอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ไม่ติดที่เข้าไปใหญ่ ก็จึงออกมาอาละวาดด้วยตนเอง ให้คนที่แอบอ้างชื่อได้สำนึกเสียบ้าง นั่นล่ะครับ ที่มาของความน่าสะพรึงกลัว ความเฮี้ยน ที่ไม่มีใครตั้งแต่ยุคนั้นจนถึงยุคนี้ไม่รู้จัก "แม่นากพระโขนง"
สำหรับนักเลงดนตรีไทยที่เคยได้ยินเพลงนางนาคที่มีเนื้อความว่า
เจ้าเอยนางนาค เจ้าคิดแต่เท่านั้นแล้ว
เจ้าปักปิ่นแก้ว แล้วเจ้ามาแซมดอกไม้ไหว จำปาห้อยสองหู สร้อยสังวาลแลมาลัย ชมพูผ้าสะไบ เจ้าห้อยสองบ่างาม เพลงนี้อาจารย์ ปรีดี พิศภูมิวิถี เล่าว่าเป็นเพลงที่ใช้บรรยายความงามของนางนาคที่แต่งตัวได้งดงามราวเจ้าสาว มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ในขณะที่แม่นากพระโขนงเกิดสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จึงขอบอกว่าแค่พ้องชื่อกันครับ
หลากหลายกระแสสำหรับการกำหราบปราบแม่นาก แต่ที่เห็นจะมีการเล่าขานสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือเรื่องที่ท่านสมเด็จพุทธาจารย์ โต พรหมฺรังสี ได้มีเมตตาอนุเคราะห์แก่วิญญาณเธอ เมื่อครั้นเธออาละวาดหนัก สมเด็จโตท่านได้ไปขอบิณฑบาตรให้เธอละเว้นจากการเข่นฆ่าเสีย แล้วจงกลับใจตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรม แม่นากจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ท่านฟังและยอมให้สมเด็จท่านสะกดวิญญาณเธอลงที่กะโหลกหน้าผาก(ปั้นเหน่ง) แล้วนำไปทำหัวสายรัดประคดเพื่อที่จะได้ติดตามท่านไปไหนต่อไหนตลอดเวลา เมื่อท่านเจริญวิปัสสนาทำสมาธิก็จะแผ่เมตตาให้เธอ หรือสอนให้เธอได้ฝึกปฏิบัติธรรมจนได้เลื่อนขั้นจากวิญญาณ(ภูมิเปรต)เป็นเทพ(ภูมิเทวดา)ในกาลต่อมา เมื่อรู้อย่างนี้ก็คงไม่ต้องกลัววิญญาณแม่นากเธอจะมาตามหลอกหลอนให้เป็นอุปทานหมู่กันแล้วนะครับ ยิ่งพวกที่ชอบดองเหล้าด้วยตะขาบ บี้กิ้งกือ ก็เลิกเสียวสันหลังเรื่องแม่นากเพราะเหตุว่าไปทำร้าย"พี่มากขา"ได้ แต่ที่ต้องกลัวน่ะคือผิดศีลข้อหนึ่งต่างหาก
ว่าแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายมีอยู่มากมายทั้งเห็นได้ด้วยตาก็ดี ไม่เห็นด้วยตาก็ดี การไปลบหลู่ท้าทายบางอย่างก็อาจจะเหมือนเด็กที่อยากลองจับไฟ เห็นเป็นแสงวาบๆสวยงาม ใครเตือนว่าร้อนก็ไม่เชื่อ ให้ลองจับเองซักครั้งจะได้รู้ว่าร้อนแบบโดนไฟลวกเป็นอย่างไร จะได้เล่าให้คนอื่นฟังได้ต่อ...และอธิบายได้ถูกไงครับ ใครลองแล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังนะครับ จะรอ.......อ
ขอบคุณข้อมูลเพลงจาก www.thaimisc.com โดยคุณ วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
ขอบคุณข้อมูลเรื่องสมเด็จโต และนางนาก จากหนังสือชุดสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ของคุณสุทัสสา อ่อนค้อม เดอะ ชัตเตอร์ ออริจินอลเดอะ ชัตเตอร์ เป็นหนังที่จบแบบหักมุมหลายคน เพราะคาดไม่ถึงว่าจะมีการอาฆาตพยาบาทหรือตามหลงรักด้วยวิธีการแบบนี้ ผมเองก็คิดชมคนเขียนบทว่ามีการหักมุมที่น่าสนใจ แต่พอมาได้ยินเรื่องที่พี่สนิทด้วยคนนึงว่าเหตุการณ์อย่างนี้มีจริงๆ ถึงกับขนลุกเพราะว่าคนเขียนก็คงได้ยินเรื่องราวแนวนี้มาก่อนเช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า...
สิบกว่าปีที่แล้ว มีวงดนตรีวงหนึ่ง ต้องออกเดินทางแสดงทัวร์คอนเสิร์ทต่างจังหวัด เมื่อไปถึงที่จอดรถโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองพิษณุโลกเมืองหน้าด่านเก่าตอนบ่ายแก่ๆ มือกลองก็ชี้ให้เพื่อนๆดูชั้นสี่ว่าเฮ้ย ดูดิมีพม่าโพกหัวยืนอยู่ตรงระเบียงด้วย ขำดี ทุกคนมองตามระหว่างขนของเข้าเช็คอิน แต่นึกว่ามือกลองพูดเล่น เพราะไม่เห็นมีใครยืนอยู่ที่ระเบียงเลยซักชั้นเดียว เข้าห้องพักได้ ก็กระโจนตัวลงนอนพัก หลังจากนั่งคุดคู้อยู่ในรถมานาน ผลอยหลับไปจนถึงเวลาหัวค่ำ ต้องอาบน้ำเตรียมตัวไปแสดง มือกลองกลับรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวแบบเป็นไข้ จนไม่อยากไปแสดง แต่ว่า....ทั้งวงถ้าไม่มีจังหวะกลองก็ล่มน่ะสิครับ เลยต้องฝืนลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่าไปทำงานเพื่อเพื่อนร่วมวง.... เช้าอีกวันหนึ่งมือกลองตื่นขึ้นมาด้วยอาการ เมื่อยตัวและไหล่ไปหมด จนคิดว่าเมื่อคืนพลาดตอนตีท่อนไหนหรือเปล่า ก็ไม่มี เอหรือนึกไม่ออก แต่ว่าทัวร์คอนเสิร์ทก็ยังต้องไปจังหวัดอื่นต่อ ทั้งสี่เลยต้องลาทีเมืองพิษณุโลกและขับรถมุ่งสู่จังหวัดต่อไป.... หลังจากแสดงทัวร์คอนเสิร์ทจบลง ก็หาโอกาสกันไปทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่วงสืบไป ไปถึงวัดแรกยังไม่ทันเข้าเขตวัดดี มีลุงหมอดูนั่งอยู่หน้าวัดตะโกนทักหนุ่มทั้งสี่ นักร้องนำเดินรี่นำทีมเข้าไปหา ส่วนตามือกลองเดินช้าหน่อยเพราะเป็นไข้ยังไม่หาย ลุงบอกว่า "เป็นไงกันหลานๆ มาสะเดาะห์เคราะห์เหรอ?" "ลุงพวกผมมีเคราะห์เหรอคับ?" "มีคนเดียว" ทุกคนชะงัก ตายล่ะหว่าใครล่ะเนี่ย? ลุงชี้ไปที่มือกลอง ทำเอาเขาสะดุ้งเล็กน้อย "ผม...ผมทำไรผิดเหรอครับลุง" มือกลองเสียงสั่น ลุงตอบเสียงเรียบๆว่า "ไม่ผิดหรอก พอดีหลานเคยเป็นทหารไทยเก่าเมื่อชาติที่แล้ว" เพื่อนร่วมวงทั้งสามหันไปมองมือกลองแบบ มิน่า เอ็งถึงได้ตัวสูงไหล่กว้างยิ่งนัก ลุงพูดต่อ "แล้วทหารพม่าที่ตายตอนรบน่ะเขาก็อาฆาตทหารไทยไว้หมด พอหลานมาประจวบเหมาะกับช่วงที่วิญญาณเขาสื่อได้ก็เลยตามอาฆาต เลยมากับหลานตั้งแต่เจอกันนั่นล่ะ" มือกลองได้ยินแค่นั้นก็เข่าอ่อน หมดแรงเดินต่อแม้ว่าจะอยู่แค่หน้าวัดก็ตาม ลุงก็แนะนำต่อว่า "ไหว้พระ ถวายสังฆทานและอุทิศส่วนกุศลให้เขาก็น่าจะพอ" ...
เมื่อได้ฟังวิธีแก้ดังนั้นก็รู้สึกดีจัง นี่คงทำให้อาการปวดบ่าที่เป็นมานานของผมหายบ้าง เลยรีบไปวัดเพื่อจะทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้ใครก็ตามที่ขี่คอผมอยู่มั่ง แม้ผมจะไม่เห็นกับตา แต่ก็ไม่ลบหลู่นะครับ ขอกันไว้ก่อนดีกว่า ไปถึงวัดถวายสังฆทานเสร็จก็จะอุทิศส่วนกุศล หลวงพี่ถามว่าจะอุทิศให้ใคร ก็เลยเล่าให้ท่านฟัง ท่านหลับตาลงหนึ่งอึดใจ แล้วค่อยๆลืมตาขึ้นมา พูดว่า "เห็นแล้วๆ คุณโยม คุณโยมอายุเท่าไรแล้วปีนี้?" "จะสามสิบแล้วขอรับ" "อนิจฺจํ วตสํขารา นะคุณโยม...สังขารคุณโยมเองน่ะ ไม่ใช่ผีที่ไหนหรอก" |
|
|