| Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork | Help |
|
|
กลมกลิ้งกับกลมกล่อมบุษราคัม ประกาศ กลิ่นกรุ่นก้อง
ทับทิมแดง ดุจต้อง ม่านมนต์ขลัง
ไพลินพล่าน เพลิงพุ่ง เพิ่มพลัง
นิลกานต์ ดำดั่ง นัยนุ์ตานาง
เหลืองนวลอ่อน ซ่อนกลิ่น ละมุนละม่อม
หวานกลมกล่อม หอมหวน กลิ่นฟ้าสาง
เป็นทองเปลว ห่อคำทอง ส่องสว่าง
ละลายหาย ระหว่างกลาง ช่องทางเดิน
กำมะหยี่ แดงชาด น่ากลุ้มกลัด
แต่กำหนัด นึกกระตุ้น มิคุ้นเขิน
กลิ่นนมเนื้อ นางโค โอ้เหลือเกิน
คงยับเยิน หากพบหน้า แม่โคนม
มหาสมุทร ยามสงบ เงียบสงัด
ฟองคลื่นซัด ขาวน้ำเงิน ฟ้าประสม
เสียงคลื่นเคล้า คลอเคลีย เลียบเลียลม
แต่ลึกลง ยิ่งชวนชม น่าตื่นตา
ดงลับแล แลเวิ้งฟ้า คืนจันทร์หลบ
สิหวังพบ สิ่งซ่อนเร้น ต้องเค้นหา
ใช่ดำด้อย ต้อยต่ำ เช่นดำกา
เป็นเงาะป่า ยามถอดรูป สถูปทอง
เบญจภาคี...ผ่านไป....ร้านอิตาเลียนแห่งหนึ่ง...มีตู้เบเกอรี่บรรจุเค้กสีสันบาดใจ เลยซื้อมาชิมหกอย่าง.... ทว่า...ชิมไปหนึ่งชิ้น แล้วนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แบ่งปันเพื่อนๆชาวสเปซเลย จึงขอทำพิธีบูชายัญ สังเวยห้าก้อนนี้แด่ท่านๆครับ เชิญสำราญ...
คิกขุ คุกกี้ได้รับขนมสองชนิดนี้มานานแล้ว...แต่ไม่กล้าแกะกิน เพราะหีบห่อมันสวยสมกับเป็นของฝากจากญี่ปุ่น ผลสุดท้าย... วันนี้ตื่นสาย ข้าวเช้าไม่ได้กิน เลยต้องสังเวยซะ...ซะ....ซะดีดี มานี่เลย
ของดำแปดอย่างหนีไปท่องราตรีเสียหลายคืน...ผมก็กลับมาพร้อมกับรัตติกาล
หลังจากไปศึกษาวิชาว่าด้วยศาสตร์แห่งความมืดมิด ที่จับพลัดจับผลูให้ผมต้องเสน่ห์ในความดำขลับ ดูแล้วช่างน่าหลงใหลราวกับมนต์สะกดที่มีในอัญมณีนิลดำ ผมจึงขอเสนอความคลั่งแรงขลังของเหล่าบรรดาม้ามืดทั้งหลาย
ไข่เยี่ยวม้า เป็ดดำ ไก่ดำ โค้ก ซุปไก่สกัด น้ำจับเลี้ยง เปียกปูน กะละแม ลูกหว้า และก็ ชอคโกแลต....
...
...
...
...
ชอคโกแลตขาว ไม่ผ่านเกณฑ์ครับ งานนี้ต้องพี่มืดเท่านั้น....
1.ผงโกโก้ Valrhona 2.ผงโกโก้ชนิดดำพิเศษ King Arthur's 3.ชอคโกแลตขมชนิดโกโก้ 62% Scharffen Berger 4.ชอคโกแลตขมสำหรับทำขนมของ Ghirardelli 5.ชอคโกแลตขมแบบโกโก้ 68%Valrhona 6.ชอคโกแลตแผ่นบางเฉียบขมพิเศษด้วยโกโก้ 85% 7.ชอคโกแลตอัดแท่งสะดวกพก โกโก้70% Scharffen Berger และ 8.ชอคโกแลตนมแต่ขมกว่ายี่ห้ออื่น Scharffen Berger เว้นวรรค พักรบ ไปพบ.....พระวันนี้หยุดครึ่งวัน จึงรีบบึ่งรถไปหาครอบครัวพี่คนเก่งที่รู้จักซึ่งกำลังจะกลับไปเที่ยวเมืองไทย...ป่าวครับพี่เขาไม่ได้กลับไปอำเภอพบพระ ที่จังหวัดตาก แต่อย่างใด ครอบครัวเขาอยู่กรุงเทพฯ แล้วตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่อเมริกาได้ซักพักใหญ่ๆ จึงกลับไปเยี่ยมบ้านประจำปี
ปรากฏว่าเมื่อไปถึงบ้านพี่เขา ผมเจอพี่คนเก่งอีกคนด้วย คนนี้เป็นเชฟระดับหัวกระทิ ดีกรีแน่นปั๊ก เป็นหัวหน้าห้องครัวโรงพยาบาลชื่อดังหลายแห่งในแอลเอ...(น่าภูมิใจแทนคนไทยจริงๆ) พี่คนนี้ล่ะครับที่แนะนำผมให้ไปเรียนทำขนมโรงเรียนเดียวกับที่พี่เขาเรียนทำกับข้าว
เมื่อเจอกันก็คุยคุ้ยความ ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบ นู่นบ้าง นี่บ้าง การเมืองไทยบ้าง ฯลฯ (ไปเรื่อย) จนกระทั่ง
เวลาเที่ยงนิดๆ....ต่างคนต่างมองหน้ากัน แล้วพี่คนที่เป็นเชฟก็ลุกขึ้นว่า "ได้ค่ะยอมลงมือทำกับข้าวให้กินก็ได้ค่ะ" แล้วทุกคนก็รีบเปิดตู้เย็น ตู้เก็บของกันจ้าละหวั่นเพื่อดูว่ามีอะไรบ้าง
ของที่พี่เชฟคนเก่งเลือกจากครัวพี่คนเก่งคือ.......
แซลมอนอย่างดี
เห็ดแชมปิยอง
เส้นพาสต้า
ซุปแคลมชาวเดอร์สำเร็จรูป
เครื่องเทศ(ทั้งแผง)
ไวน์ในตู้เย็น
น้ำมันมะกอก
ชีส
นมสด
หอมขาว
แฮมอบ
ส่วนผมเลือก....
นมสด
น้ำตาล
ผงชาเขียว
เจลาติน
ส่วนเวลาทำ ก็บังเอิญทำพร้อมๆกัน เลยไม่ได้ดูว่าพี่เขาทำยังไง ไม่ได้แข่งกันทำนะคร้าบบ เพราะผมทำกับข้าวไม่เป็น(ฮา)รู้แต่ว่าพี่เขาต้มพาสต้าก่อนให้ได้ที่ (เส้นเหนียวนุ่มพอดิบพอดี) เอาไวน์ไปทำซอสตอนผัดแซลมอน... ซุปแคลมชาวเดอร์ก็ใส่นมเพิ่มปรุงรสใหม่ (คือบอกได้หลังจากชิมไปแล้ว 555) ไม่คุยล่ะ ดูรูปดีกว่า อิอิอิ ว่าพวกผมได้กินอะไรกันบ้างในเวลาครึ่งชั่วโมง
ส่วนขนมผมน่ะเหรอไม่ได้ถ่ายรูปเพราะว่ามันเผลอกินหมดแล้วน่ะสิครับ (ผมทำพานาคอตต้า ชาเขียวครับ) เชื่อหรือยังว่าพวกเราพักรบไปพบ "พะโล้" กันมา เผลอใจ ไปกับตัณหา ๔หลังจากที่ให้ท่านทั้งหลายได้พักผ่อนหย่อนใจกับสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบตัว มาสองสามอาทิตย์แล้ว วันนี้(ยังคงปักหลักอยู่แถวๆลาสเวกัส) จะขอพาข้ามฟากไปโรงแรมที่ชื่อว่า Paris Casino and Resort เขาจำลองเอาทั้งหอไอเฟิลและประตูชัยมาไว้ที่นี่ได้อย่างสมจริงสมจัง ภายในโรงแรมก็แต่งเหมือนกับเดินอยู่ตามตรอกซอกซอยในฝรั่งเศสตอนเย็นๆ ฟ้าสีสลัวๆ เห็นแล้วชวนให้อยากกอดคนรู้ใจ(ถ้ามี) ไม่เชื่อ ลองดูรูปท้องฟ้าข้างนอกโรงแรม กับภายในโรงแรมสิครับ
ส่วนเรื่องชิมนั้น ผมก็ไม่พลาดครับ แหะๆๆ ขอแนะนำ Le Notre ที่หลายคนคุ้นเคยกันดีแล้วในกรุงเทพฯ เลอโน้ตมาจากฝรั่งเศส โรงแรมนี้เลยนำมาเปิดเพื่อให้เข้ากับชื่อโรงแรมเสียเลย ชอคโกแลตทาร์ต ฐานชอตเบรด ชอคโกแลตกานาช ผงโกโก้, ทีรามิสุในถ้วยชอคโกแลต เค้กชโลมด้วยกาแฟ มูสชีสมาสคาโปเน่ และ ฟรุตชารอต เลดี้ฟิงเกอร์หุ้มมูสบาวาเรี่ยน ประดับด้วยผลไม้สด ส่วนมือและนิ้วสวยๆที่เห็นนั้นไม่ใช่ของตากล้องนะครับ ของเพื่อนร่วมแก๊งค์ต่างหาก ขอบอก ขอบอก
โชคกะลา "ก่อร่าง"พรสวรรค์ หรือจะสู้พรแสวง
-ปราชญ์ทุกประเทศ-
กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว
-ใครหว่า?-
หลังจากที่ได้ชิมชอคโกแลตของฝากจากหนุงหนิงแล้ว เหมือนไฟไหม้ฟางยามหัวค่ำ หาได้มีคนรีบดับไฟไม่ ไฟจึงลามทุ่งต่อกลายเป็นเพลิงเผาหมู่บ้านให้วอดวาย ฉันใดก็ฉันนั้น กระเพาะที่บอบบางต่อสิ่งยั่วเย้าทั้งหลายที่ประดังประเดถาโถมใส่เข้าไป กลับถูกกระตุ้นปลุกวิญญาณดิบของ"ปอบ" ที่ก้นบึ้งของจิตใจ ด้วยชอคโกแลตชิ้นบางๆ(แต่ปริมาณพอควร)
รีบขับรถบึ่งออกไปที่ตลาดใกล้ตัวเพื่อกวาดของที่เรียกว่า "ขนม" มาตุนเพื่อที่จะได้เป็นน้ำคอยดับเพลิงตัณหาแห่งความทะยานอยาก "ชอคโกแลต" ที่นับชั่วโมงก็ยิ่งพุ่งพล่าน เดือดเท่าทวีคูณ
งานชิมชอคโกแลตที่เกิดขึ้น จะไม่ยอมให้พังเพย "ไม่มีงานเลี้ยงใด ไม่มีวันเลิกรา" มาทำลายบรรยากาศอันน่ารื่นรมย์อย่างนี้ เสียดายมีแค่รูปเดียวครับงานนี้ แต่กว่าจะกินหมดคงต้องใช้เวลาพอควรเพราะว่าเยอะมาก ว่าแล้วก็เริ่มหยิบเม็ดใหญ่สุดเข้าปากตามคติที่ว่า "เดินทางพันลี้เริ่มที่ก้าวแรก"
ผลไม้แห้ง และถั่วเคลือบชอคโกแลต
สีชมพูสตรอเบอรี่;สีเหลืองอ่อนกล้วย;สีม่วงบลูเบอรี่;สีส้มแอปริคอท;สีแดงเลือดหมูเชอร์รี่;ถั่วอัลมอนด์;เมล็ดมะม่วงหิมพานต์;ถั่วลิสง;เมล็ดกาแฟคั่ว;แมคคาเดเมีย; และเฮเซลนัท โชคกะลา"กำมะลอ"เมื่อไร้วาสนา ก็อย่าขอพร
-ปราชญ์จีน-
โชคชะตาฟ้าลิขิต ทำสุดความสามารถแล้วยังต้องพ่าย
แสดงว่าเบื้องบนกำหนดแล้ว อมิตพุทธ
-หลวงจีน-
(ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าเรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณนะครับ)
เคยมีบ้างไหม ที่ต้องเจอเหตุการณ์อะไรที่คล้ายคลึงกันบ่อยๆ เกิดติดกันถี่ๆจนอดนึกไม่ได้ว่าเอ๊ะ ดวงช่วงนี้คงจะต้องเจอแต่อย่างนี้ หรือว่า เอ๊ะวันนี้ทำไมจับอะไรก็แตก ทำอะไรก็เซ่อๆซ่าๆไปหมด หรือว่า โอ๊ะช่วงนี้เฮงจังลูกหนี้คืนเงิน พี่พาไปเลี้ยงข้าว น้องที่ทำงานและคนรู้จักยืมเงิน ฯลฯ เป็นสิ่งที่ผมก็อธิบายไม่ได้ครับ
หนุงหนิงกับครอบครัวไปเที่ยวซานฟรานมา ที่นั่นมีร้านชอคโกแลตขึ้นชื่อหลายร้าน แต่ร้านที่เธอเลือกเข้าคือร้าน Ghillardeli ซึ่งจะว่าไปแล้ว นอกจากชอคโกแลตอร่อยแล้วยังมีไอศกรีมรสชาติคล้ายสเวนเซ่นอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่เธอหมดเงินไปหลาย ทั้งเพื่อของฝากเพื่อนๆที่ทำงาน และเพื่อฝากท้องครอบครัวเธอเองด้วย
แน่ล่ะ ถ้าพูดถึงคนที่ชอบกินชอคโกแลตต้องมีผมยกมืออยู่ในกลุ่มนั้นด้วย หนุงหนิงจึงแบ่งมาให้ผมส่วนหนึ่ง งานชิมชอคโกแลตจึงเกิดขึ้น ณ มุมหนึ่งที่บ้านหลังนี้....
เริ่มด้วยชอคโกแลตนมไส้มินท์
ตามมาด้วยชอคโกแลตขมไส้ราสเบอรี่
และจบด้วยชอคโกแลตขม แบบเนยโกโก้ 60เปอร์เซนต์
เผลอใจไปกับตัณหา ๓ครับ หลังจากสามชิ้นที่แล้ว เราก็กลับเข้าไปเดินเล่นในงานสัมมนากันต่อ...ไม่ถึงสามชั่วโมงงานก็เลิกแล้วครับ ดีจังเหลือเวลาว่างอีกตั้งสองถึงสามชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาอาหารกลางคืน อย่ากระนั้นเลย กลับไปร้าน Jean-Patisserie ร้านเดิมดีกว่า ยังมีอีกหลายตัวไม่ได้ชิม
เดินๆไปก็อยากเอามือทะลุผ่านกระจกเข้าไปจ้วงชอคโกแลตจากน้ำตกที่นี่จัง
แต่เห็นหลายคนที่อ่านบล็อคก่อนๆแล้วหิว ป่านนี้คงจะอิ่มกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วพวกผมจึงขอเสนอขนมเบาๆที่คิดว่าคงไม่ทำให้ท่านที่อิ่มอยู่แล้วบ่ายหน้าหนี
ตัวแรกสำหรับรอบนี้ขอแนะนำมิลฟิลล์สตรอวเบอรี่ แป้งพายชั้นกรอบนอกนุ่มในหอมเนย แถมยังคั่นด้วยครีมคัสตาร์ดที่เรียกว่าเพสตรี้ครีมรสเนียนนุ่มกลิ่นวนิลาเจือบางๆ สีเหลืองนวลเต็มไปด้วยจุดดำๆเล็กๆซึ่งเป็นเมล็ดจากฝักวนิลาตากแห้ง เอาสตรอเบอรี่ฝานให้เห็นเนื้อชุ่มฉ่ำมาประดับเล็กน้อย แล้วโรยถั่วพิสตาชิโอ สีเขียวกับแดงตัดกันดูน่าตื่นเต้นเสียนี่กระไร
ตัวที่สองเป็นพายมะนาว จากทั่วๆไปที่มักจะเจอเป็นคัสตาร์ดรสมะนาว แต่ที่นี่กลับทำเป็นมูสมะนาว ทำให้รสสัมผัสที่ลิ้นเบานุ่มไม่หนักเป็นเยลลี่เหมือนคัสตาร์ดที่ว่า แป้งพายเป็นชอร์ตเบรด(คุกกี้ชนิดหนึ่ง)ที่ได้กลิ่นเนยหอมมาเตะจมูกก่อนใคร ความกรุบกรอบของแป้งพายด้านล่างกับความฟูนุ่มอมเปรี้ยว ช่วยทำให้คนที่ได้กินรู้สึกสดชื่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกครับ
ตัวสุดท้ายเป็นพายถั่วพีแคน ปรกติพายถั่วชนิดนี้หากได้ลองกินแล้วจะต้องร้องอี๊เพราะหวานแสบคอ ทว่าที่ Jean-Patisserie แห่งนี้ทำรสชาติได้กลมกล่อมจนเชื่อแล้วว่าชาวฝรั่งเศสพิถีพิถันเรื่องรสชาติกันอย่างเอาเป็นเอาตาย พายนี้ก็เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ครับ ตัวฐานพายทำจากคุกกี้ที่ผสมเอาถั่วพีแคนเข้าด้วยเพื่อเพิ่มความหอมมัน ข้างในเป็นถั่วพีแคนเมล็ดโตผ่าครึ่งวางเรียงเต็มพิมพ์และส่วนผสมของน้ำตาลทรายแดงเนยที่ลงตัวไม่มีรสหวานเกินพิกัดให้เข็ดขยาดฟัน ซ้ำยังมีมูสถั่วพีแคนมาแต่งรองรับแผ่นชอคโกแลตประดับประดาเพื่อตัดความหวานในพายให้รสชาติประณีตยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมิวายเอาถั่วพีแคนมาเคลือบน้ำตาลประดับเพื่อดึงดูดบรรดานักชิมทั้งหลาย ได้ผลครับ ผมติดกับเข้าแล้ว
.....เฮ้อ สงสัยต้องงดอาหารเย็นหนึ่งคืนซะแล้วครับท่าน.... เผลอใจไปกันตัณหา ๒ระหว่างพักสัมมนา ก็ยังมีเวลาว่างเล็กน้อย พอที่ทีมงานของเราจะไปหาอะไรรองท้องก่อนจะต้องกลับไปสัมมนาใหม่ ตอนนี้ขนมดังๆของลาสเวกัสถ้าไม่ใช่เข้าไปนั่งแล้วสั่งทานตามร้านอาหารหรูๆแล้วล่ะก็ จะเหลือเบเกอรี่ไม่กี่ร้านที่ขึ้นชื่อ ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้นครับ...
วันนี้ขอนำเสนอ Jean-Philippe Patisserie ที่ตั้งอยู่ในโรงแรม Bellagio ทางร้านมีน้ำตกไว้ให้ผู้มาแวะเวียนได้พักผ่อนหย่อนใจทางปีกขวาของร้าน แต่ช้าก่อนครับน้ำตกที่ว่าเป็นน้ำตกชอคโกแลตครับ ชอคโกแลตแต่ละชนิดจะไหลกันคนละสายไม่ปนกันเมื่อตกลงเบื้อล่าง ก็จะถูกสูบขึ้นไปแล้วปล่อยลงมาใหม่ วนเวียนอยู่อย่างนั้นดูมิรู้เบื่อ ใครอยากดูทั้งร้านต้องนี่เลยครับคลิ้กดูได้ที่ View 360
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นร้านขนมแบบฝรั่งเศส จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าแต่ละชิ้นจะน่ากินน่าเลือกขนาดไหน ขนมเค้กปรกติแล้วจะมีให้เลือกวันละประมาณ 15 ชนิด จะมีที่แปลกๆไปบ้างตามฤดูหรือเทศกาลก็จะเพิ่มเข้ามาต่างหาก มีทั้งแบบปรกติหรือแบบใช้น้ำตาลเทียมสำหรับคนกลัวอ้วนหรือต้องคุมน้ำตาล... ด้านหน้ามีเตาเครปแบบฝรั่งเศสสองตัว และตู้ไอศกรีมอีกบรรจุไว้สิบกว่ารส ทำสดๆใหม่ทุกเช้าเพื่อความพอใจทั้งของลูกค้า(และของเชฟผู้เป็นเจ้าของ) รอบร้านยังมีแผนกขนมปังครัวซองไว้บริการผู้ที่ไม่ชอบน้ำตาลมากนัก หรือของแห้งเหมาะจะเป็นของฝากอย่างคุกกี้ ถั่วเคลือบชอคโกแลต หรือจะเป็นเยลลี่ อมยิ้มก็มีไว้บริการครบครัน
ตัวแรกที่ห้ามพลาดสำหรับคอชอคโกแลตคือ The Imperial เป็นมูสชอคโกแลต สอดไส้คัสตาร์ดเพื่อช่วยเพิ่มความกลมกล่อม
ตัวที่สองเป็นพายชอคโกแลตกับกล้วย(ขออภัยไม่มีรูปครับผม) ชื่อว่า Chocobanana ตัวฐานกรอบกำลังดีหอมกลิ่นเนย ข้างในล่างสุดมีกล้วยที่ผัดกับน้ำตาลวางเรียงแล้วบีบทับด้วยมูสชอคโกแลต(ที่เห็นเป็นก้อนๆกลมๆนั่นล่ะครับ) วางประดับด้วยแผ่นชอคโกแลตบางๆ ก่อนที่จะตบท้ายด้วยกล้วยฝานผัดน้ำตาลยอดสุด
ตัวที่สามเค้กแครอท ที่ไม่ธรรมดาเหมือนชื่อครับ ตัวเค้กเบานุ่มต่างจากเค้กแครอทที่หากินได้ทั่วไปตามเบเกอรี่ ครีมชีสที่เอามาแต่งก็ไม่หวานมากแถมยังเจือมะพร้าวข้างในทำให้เพิ่มความมันเข้าไปอีกด้วย
![]() เผลอใจไปกับตัณหาอ๊ะไม่ต้องแปลกใจที่หายไปนาน เพราะไปทำงานต่างถิ่นครับ ไม่ได้โดนตกเขียวไปหรอก สมัครใจไปเองขอรับ ไปเปิดหูเปิดตาแล้วเลยไปชิมด้วย ไม่ใกล้ไม่ไกลแค่ลาสเวกัสนี่เองครับ
ลาสเวกัสนอกจากเป็นเมืองแห่งการพนันแล้ว หลังๆมานี่เขายังขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมไปถึงนักกิน นักซื้อ อีกด้วย ทั้งห้างร้านค้าสารพัดยี่ห้อและร้านอาหารที่เชฟดังๆระดับโลก ก็แห่แหนกันมาเปิดได้เปิดดี จนคนตามไปกินไม่ทันเขาว่ากันว่าถ้าคุณจะกินทุกร้านเนี่ย ให้กินวันละสองร้าน คุณยังต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตเลยนะครับ แต่ไม่เป็นไรครับผม วันนี้ผมช่วยคุณอีกครึ่งวัน แหะๆๆๆ ได้แค่นี้ล่ะครับกระเพาะเล็ก
ร้านที่วันนี้จะพาไปนั่งกินกันชื่อว่า...Fiamma Trattoria เป็นร้านอาหารอิตาเลียน เปิดอยู่ในโรงแรม MGM บรรยากาศคึกคัก ไม่ได้จองก็เชิญรอไปก่อน แน่ล่ะครับผมก็ไม่ได้จอง เขาเลยให้ไปรออยู่ที่บาร์เหล้า เผื่อจะได้สั่งอะไรดื่มเล่นดื่มจริงไปพลางๆระหว่างรอนั่งโต๊ะ ครั้นพอได้โต๊ะก็มีบริกรมาสาธยายว่าวันนี้มีรายการอะไรพิเศษบ้าง ฟังจนแทบแปลไม่ทันเพราะคุณท่านท่องมาอย่างดีไหลเป็นลำธารใสเย็นเห็นตัวปลา.... ในที่สุดเราก็หลงกล สั่งปูยักษ์กับสลัดองุ่นและผักสดๆที่เขา(อ้าง)ว่าได้มาจากตลาดนัดชาวสวนเมื่อเช้านี้ พอกินแล้วเรา(ผมและคณะ)ก็ลงความเห็นกันว่า ขอเอาผักกาดแก้วมาแทนเหอะเพราะสลัดเขาขมเหลือเกิน เอาน่าลิ้นผมคงไม่ถึง....ยังดีสั่งปลาหมึกทอดมากู้หน้า อ๊ะๆๆๆ ไม่ได้มากับซอสศรีราชา หรือน้ำจิ้มแจ่วครับ มากับซอสที่ทำจาก... อุ๊ยลืม แต่จับใจความได้ว่ามีน้ำมันผักชีปนอยู่ด้วย ก็อืมมมมมีน้ำมันเขียวๆลอยอยู่คงไม่ได้โกหก 5555 (ลิ้นข้าน้อยมิบังอาจแยกแยะได้ครับ) กว่าจะหมด เราก็คุยกันจนคอแห้ง....เอ๊ย กับข้าวก็มาพอดี
ปลากระพงนึ่ง เลาะก้างตัดหัวให้เสร็จ แต่ยังมาเป็นตัวให้เห็นหางเห็นเค้าโครงว่านี่นะแต่ก่อนอั๊วเคยเกงเข้าทังลี้ ท้งอั๊วอยู่ตงลี้ พระเจ้าช่วยปลาลุ่มน้ำฮวงโหครับ ราดด้วยกระเทียมสดสับพร้อมเครื่องเทศ มีสลัดเล็กน้อยรองใต้ตัวปลากันไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น (ขอบอกว่าสลัดใต้ปลาที่ไม่ได้มาจากตลาดนัดเมื่อเช้านี้ อร่อยกว่าสลัดจานแรกอีกครับ) ปลาสุกได้ที่รสชาติกลมกล่อมเหมาะสำหรับสั่งมากินเฉยๆไม่ต้องสั่งพาสต้าหรือข้าวมาตัดรส(ที่บางคนมักโดนเรียกว่าไอ้ตัวกินกับ) ส่วนอีกจานที่สั่งมาเป็นไก่ย่างซอสบาร์บีคิว....นอนร้อนๆบนหน่อไม้ฝรั่งผัดเนย มีมันบดใส่ผักชีปั่นเป็นเครื่องแนม แต่งจานด้วยหอมแดงหัวเล็กผัด เบคอน.... ไก่เนื้อนุ่มสุกกำลังดี "ไม่นะกินต่อไม่ได้ ต้องหยุดซะแล้ว" ผมคิดในใจเพราะว่าไม่งั้นจะอิ่มเกินไป....
และแล้วก็อิ่มไปด้วยจริงๆครับ เลยสั่งขนมได้แค่อย่างเดียว เห็นโต๊ะข้างๆสั่งทีรามิสุ กับเจลาโต(ไอศกรีมอิตาเลียน)แล้ว เลยกลัวน้อยหน้าต้องสั่งอย่างอื่นที่ไม่ซ้ำ ไปสั่งชีสเค้กแทน มากับไอศกรีมส้ม เหอๆๆๆ ต้องขออภัยทุกท่านด้วยเพราะนี่เองที่บอกว่าเผลอใจอีกแล้ว มัวแต่จ้วงกินลืมตั้งสติถ่ายรูปขนมจานสุดท้าย มันเป็นชีสเค้กที่ไม่มีตัวฐาน เขาเอาคุกกี้เสียบมาให้ตรงไอศกรีมส้ม ประมาณว่านี่ไงอยากได้อะไรกรอบๆต้องนี่เอาตรงนี้ไปกินแทน อร่อยมั่กๆครับ(ตรงขนมเนี่ยล่ะ)...... แล้วตามไปกินกันต่อนะคร้าบบบบบ
ไม่รักไม่แคร์ต้มนมเนย แป้งใส่ กวนให้สุก
ใส่ไข่ต่อ ตีสนุก เนื้อประสาน
บีบเป็นลูก บนถาดเตรียม ไร้เทียมทาน
อบให้บาน พองทุกลูก สุกเหลืองดี
อีกหนึ่งหม้อ ตั้งนม น้ำตาลรวม
พอเดือดท่วม ร่วมใส่ไข่ ไม่ใส่สี
กลิ่นวนิลา เหยาะเข้า กะลังดี
ยกลงรี่ เติมเนย ให้ละลาย
พอพร้อมเพรียง เสบียงสอง ทั้งไส้แป้ง
ก็บีบแบ่ง ไส้ใส่ ก้อนทั้งหลาย
เมื่อเสร็จสรรพ น้ำตาลโรย พอประปราย
ถึงเป้าหมาย เอแคลร์ ได้ฤกษ์ชิม.....
(บอล เมษา'๐๖)
แต่ถ้าใครไม่อยากทำกินเองผมขอแนะนำ....ร้าน beard papa's พ่อหนวดเครางามดกปกไหล่ เจ้าของและเชฟเป็นคนญี่ปุ่นครับ แรกเริ่มเดิมทีเปิดมาขายเอแคลร์อย่างเดียว ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่เสียแรง เพราะว่าของเขาอร่อยจริงๆครับ ทำวันละห้ารส คือมีไส้ครีมยืนพื้น ไส้ชอคโกแลต ผลไม้ตามฤดูกาล (อย่างตอนนี้ก็จะเป็นสตรอเบอร์รี่ครับ) ไส้ชาเขียว สลับกับไส้แปลกๆ แล้วแต่เชฟจะเห็นสมควรอีกสองไส้ครับผม.... ผมก็ไปซื้อมา เหอๆๆๆ สิบแปดลูก แต่ว่าอย่าเพิ่งตกใจ ลูกหนึ่งเส้นผ่าศูนย์กลางแค่สามนิ้วเองกินไปหกลูกก็อิ่มแล้ว เลยต้องทะยอยกินสามมื้อครับ สิบแปดลูก ลงตัวพอดีเป๊ะ หุหุหุ
ธรรมดา ที่เกินธรรมดา ๒เหอๆๆๆ เนื่องมาจากว่า คราวที่แล้วยังบรรยายของกินไม่เสร็จ วันนี้ขอต่อนะครับ....
จานถัดมาก็เป็น
เค้กชอคโกแลตทรัฟเฟิลราสเบอร์รี่ ดูผิวเผินนึกว่าเค้กชอคโกแลตกับมูสชอคโกแลต แต่พอกัดเข้าไปแล้วกลิ่นเบอร์รี่เปรี้ยวๆขึ้นจมูก ช่วยลดความขมในเนื้อชอคโกแลตได้บ้าง นับว่าเป็นกลไกการออกแบบที่เข้ากันได้ดีทีเดียวครับ (โชคไม่ดีเค้กที่ผมได้ แห้งไปนิด สงสัยชิ้นนี้อยู่นอกสุด 5555) ชิ้นนี้มากับซอสที่ทำจากผลไม้ล้วนๆครับได้แก่กีวี สตรอเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ วนไปมาจนได้ลายเป็นรูปหัวใจ ขออภัยมัวแต่กินไม่มีรูปมาฝาก เหอๆๆๆ
เค้กแครอท ปรกติร้านอื่นจะหวานๆ แต่ร้านนี้ทำได้เครื่องเยอะทะลักทลาย แถมไม่หวานเกินไป หน้าที่ทำจากครีมชีสก็กินแล้ว โอ๊ยยยย อยากเดินไปสั่งอีกซักสองชิ้น ถ้าไม่เกรงใจว่าต้องกินชิ้นอื่นๆอีก
ส่วนตัวนี้เป็นเค้กที่ทำเป็นช่วงๆ ครับไม่ได้มีตลอด Dulce de Leche จริงๆก็คือคาราเมลนั่นเอง หุหุหุ แต่เขาเรียกเสียหรูหรา ข้างในก็นี่เลยครับ เค้กชอคโกแลตสลับกับมูสชอคโกแลตคาราเมลได้กลิ่นหอมอ่อนๆของน้ำตาลไหม้ แถมชั้นล่างยังเป็นพวกถั่วกรุบกรอบให้ลักษณะผิวต่างกัน ครบเครื่องจริงๆ
นี่ล่ะครับ ใครว่าอาชีพทำขนมน่าอิจฉา น่าสงสารสิครับไม่ว่า ต้องกินขนมที่มากมายเพื่อที่จะได้เอามาปรับปรุงการทำของตัวเอง ฮือๆๆๆ น่าสงสารจัง....คุณว่ามะ????
ธรรมดา ที่เกินธรรมดาคนเราเมื่อยามอกหัก ถ้าไม่เศร้าสร้อยเก็บกดจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ไม่รู้จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ก็จะลุกขึ้นแต่งตัวฟิตร่างกายให้ดูดี (ราวกับประชดอีกฝ่าย) แต่ว่าได้ผลครับ มีแต่คนบอกว่าคนที่เพิ่งเลิกกันแล้วประพฤติตัวแบบหลังจะดูดีขึ้น คงไม่ต่างอะไรกับเค้กร้าน Extraordinary Desserts ร้านนี้ครับ อ่านชื่อเค้กแต่ละตัวก็เป็นเค้กแบบง่ายๆที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ไม่ธรรมดาตรงที่ว่าเจ้าของร้าน Karen เธอใส่ลูกเล่นลงไปในแต่ละชิ้นงาน ราวกับเอาหนังเรื่องนางนาคหรือทวิภพ มาทำเป็นละครอุปรากรหรือละครเวที ให้ตื่นตาตื่นใจ มีสีสันน่าชมยิ่งขึ้นไปอีก วันนี้ได้กิน ชีสเค้กถั่วแมคคาเดเมียคาราเมลกับชอคโกแลตขาว เสิร์ฟเคียงข้างไอศกรีมคาราเมล ราดซอสครีมแองเกลส(ซอสรสชาติเหมือนคัสตาร์ดเหลวๆครับ) แต่งด้วยบัตเตอร์สก็อตอีกนิด เค้กไวกิ้งจอมโจรซ่อนขุมทรัพย์ ฟังชื่อดูขลังครับโจรไวกิ้ง สมกับรสชาติที่เจ้าของร้านเลือกมาคือเป็นเค้กชอคโกแลตรสชาติเข้มข้น มีชอคโกแลตมูส และแอบสอดไส้ครีมบลูเลย์เอาไว้ ตรงนี้เองที่เรียกว่าซ่อนขุมทรัพย์ เพราะครีมบลูเลย์อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของตระกูลคัสตาร์ดกันทีเดียว เล่นเอามาใส่ในเค้กอย่างนี้ ถ้าไม่ค้นหาลิ้มชิมรสคงจะถือว่าเสียเที่ยวแล้วล่ะครับ กินแต่หนักๆกันมาแล้ว ลองสั่งเค้กส้มแดงเนยแข็งรีคอตต้าดูบ้าง ความมันของเนยแข็งได้ความเปรี้ยวจิ๊ดจ๊าดมาช่วยสมดุลย์ เนื้อเค้กชะโลมด้วยน้ำส้ม และใส่ราสเบอร์รี่เพิ่มความสดชื่น กลิ่นหอมหวนอย่าบอกใคร ตัวครีมแต่งที่เป็นเนยแข็งรีคอตต้ากินแล้วร่วนๆ เลยพาลนึกว่าเค้กอบแห้ง 555 สงสัยไม่ใช่คอเนยแข็ง กินมาสามชิ้นก็เริ่มๆจุก สั่ง Hot Chocolate มากลั้วคอ รสชาติถึงเครื่อง สืบไปสืบมาเขาใช้ผงโกโก้ตรา Valrhona นี่เอง มิน่าเล่า จะเปรียบไปก็...เหมือนไปกินอาหารฝรั่งเศสแล้วเข้าร้านที่มีดาวมิชิลินสามดาว คุณภาพของวาโรน่าเขาเทียบเท่าขั้นนั้นครับ อ้าวตายหมดเนื้อที่กระดาษ ไว้มากินต่อ ตอนต่อไปนะครับ
อีเต็น ดำตับเป็ดมีพี่ที่เพิ่งรู้จักคนนึงเดินทางจากชิคาโกมาเที่ยวแอลเอ เธอชื่อกระเต็น เป็นสาวร่างท้วมผิวสีแทนไปทางสุกเกรียม เธอไม่ได้มาแต่ลำพังครับ เธอยังพกพารสชาติที่คนชิคาโกภูมิใจนักหนาว่าเป็นหน้าตาของเมืองมาเป็นของฝากด้วย มันคือชอคโกแลตครับ
ชอคโกแลตที่ว่านี้มีนามว่า Ethel's (เอเธลส์) ชอคโกแลตยี่ห้อนี้นำทีมโดย พ่อครัวขนมที่ชื่อ แพททริค เซลลอต หนึ่งในสิบเชฟทำขนมได้รับการโหวดให้เป็นอันดับต้นๆของอเมริกาเมื่อปี 2001 และปี 2002
เขายึดหลักแต่งแบบเรียบง่าย และใช้ส่วนผสมชั้นเลิศคุณภาพเยี่ยมที่สุดที่หาได้ และไม่อยากจะผสมรสชาติให้แปลกแหวกแนวมากนัก เพื่อให้ผู้บริโภคได้อรรถรส ดื่มด่ำกับชอคโกแลตมากที่สุด
เขามีให้เลือกถึงเกือบ 50แบบ จากทั้งหมด 5 คอลเลคชั่น
ร้านเอเธลนี้เปิดครั้งแรกในชิคาโก ด้วยสไตล์บาร์สมัยใหม่ที่ขายชอคโกแลต ผลคือได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ประกอบกับรสชาติและรูปแบบของชอคโกแลตอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ร้านนี้ขยายสาขาทั้งหมดเป็นสิบสาขาภายในเวลาสองปี สนใจอยากลองชิม ไปสั่งได้ที่นี่เลยครับ Ethel's Chocolate (ขอขอบคุณรูปภาพจากเวปไซต์เขาไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ)
มาดูกล่องที่ผมได้รับจากพี่กระเต็นดีกว่า อันนี้คือชุดที่เธอฝากมาให้ผมชิมครับ เป็นแบบรวมของเด่นๆของแต่ละชุด ที่แนะนำไปแล้วข้างต้น
ผมอดคิดไม่ได้ว่า เอ หรือว่าชอคโกแลตนี่จะเป็นสัญลักษณ์แทนตัวพี่เขาด้วยหนอ ดำกลมตันๆ แต่รสชาติกลมกล่อม ชิมแล้วไม่ว่าใครก็ต้องติดตราตรึงใจ อิอิอิ สมแล้วครับ สืบทราบมาว่า ชุดนี้ชื่อ เอเธลส์ หรือว่าพูดแบบไทยๆต้อง "อีเต็น คอลเลคชั่น" ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อเมริกา ลงตัวกันยังไง?ร้านเบเกอรี่นี้มีชื่อว่า Frances ทำเค้กแบบของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่ในลิตเติ้ลโตเกียว ลอสแองเจอลีส รัฐแคลิฟอร์เนีย
สมัยก่อนหน้านี้ เจ้าของทำเค้กได้อร่อยมากๆครับ แต่ทุกวันนี้ความอร่อยลดลงนิดหน่อย เพราะว่าคุณอาเจ้าของร้านขอเกษียณ และให้หลานชายมารับช่วงต่อแทน อย่างไรก็ตาม ครัวซองร้านนี้ก็ขึ้นชื่อเหมือนกันกรอบนอกนุ่มใน หอมเนยเค้กหน้าตาก็ดูทันสมัยขึ้นครับ ปรกติจะชิมวันละสี่ห้าชิ้น แต่วันนี้อิ่มแล้ว เลยเอามาฝากกันแค่สาม อิอิอิ
(วนตามเข็มนาฬิกา) โลโก้ร้านที่แปะอยู่ข้างกล่องครับ อยากกินตามไปไม่ยาก, เค้กชาเขียว ใส่ไส้ถั่วแดงพอแก้เลี่ยนกัน, มองบลังค์ ชื่อยอดเขาที่เขาเอามาดัดแปลงทำชื่อเค้กจนกลายเป็นเค้กคลาสสิคอีกตัว ทำจากเกาลัด (อันนี้มาเวอร์ชั่นเป็นครีมโรลครับ), ชีสเค้กอย่างไม่อบ ถูกขนาบบนล่างด้วยเค้กเนื้อนุ่มแต่งด้วยวิปครีมข้างบนอีกนิดกันรสชาติเข้มข้นเกินไป เมื่อกินพร้อมกันหวานมันกำลังดี. กินได้ดั่งอยากวันนี้ไปกินข้าวมา......สองคนพี่น้องร้อยนิดๆ ไม่ใช่ร้อยกว่าแคลลอรี่นะครับ ร้อยกว่าเหรียญ อาหารเขาทำได้พิถีพิถันมากครับ เริ่มตั้งแต่ปลาแซลมอนทาร์ทาร์ เนื้อปลาสดแป้งชิพกรอบรสชาติกลมกล่อมกินแล้วสดชื่น จานที่สองเป็นอกเป็ดซ้อสอะไรหว่า (ตายล่ะลืม) เนื้อนุ่ม มันน้อยนิดติดอยู่ตรงหนัง จานที่สามเป็นหอยแมลงภู่อบไวน์ชาโดเน่ย์กับส้มยูซึ หอยตัวอวบนิ่มมากสุกกำลังดีไม่คาว ได้กลิ่นไวน์โชยเตะจมูก จานที่สี่ สลัดปลาฮาลีบัตหมักซ้อสพลัม เขามีแป้งทอดเป็นกรงใสคลุมสลัดมาทำเอาตื่นตาตื่นใจ ซัดเสียเรียบ เค็มไปนิดแต่ถือว่า....รูปสวยมีชัยไปกว่าครึ่ง จานที่ห้าเป็นซูชิ 12 คำ มีปลาทูน่าเนื้อดี(ทาโร่) หอยเม่นทะเล(อูนิ) ปลาหมึกสด(ออกโทพุส) ฯลฯ ทั้งหมดหกชนิดอย่างละสองคำ จานที่หก...(แอบสั่งเพิ่มน่ะ) ปลาทูน่ารมควันกับเห็ดหอมอบกรอบ ราดด้วยน้ำส้มบัลซามิค ดื่มด่ำสุดๆ จานที่เจ็ด...(ก็สั่งพร้อมจานที่หกนั่นล่ะ) แก้มปลาย่างกับซ้อสขิง หนังเกรียมได้ที่ เนื้อนุ่มมันสมกับเป็นแก้มปลา ได้ชิ้นสุดท้ายของที่ร้านมาพอดี เกือบอดกิน หลังจากนั้นเลยสั่งขนมมาสองอย่างครับ เชอร์เบทแอ๊ปเปิ้ลฟูจิใส่มาในแอ๊ปเปิ้ลฟูจิทั้งลูก....กับวุ้นชาเขียวครีมถั่วแดง และแล้วก็กะลังจะตกลงแบ่งกันกิน วุ้นชาเขียวมาชิ้นไม่เท่ากัน ผมเลยให้น้องเลือกก่อน น้องก็ตักเอาชิ้นใหญ่ ผมก็ "เฮ้ย...มีมารยาทหน่อยสิ ทำไมตักเอาชิ้นใหญ่ไปล่ะ?" น้อง "อ้าว แล้วถ้าพี่ได้เลือกก่อน พี่จะเอาชิ้นไหน?" ผม "ก็ต้องเอาชิ้นเล็ก เพื่อให้คนเลือกทีหลังได้ชิ้นใหญ่สิ" น้อง "งั้นพี่ก็ได้ชิ้นเล็ก สมเจตนารมณ์แล้วนิ ยังจะบ่นไรอีก" ผม "เออ จริงแฮะ แต่เอ๊ะ...???"
ไม่ได้เอากล้องไป เลยไปขโมยภาพสวยๆมาจากตากล้องนามแฝง Murici ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
เผลอใจคงมีบ้างบางครั้งที่ตั้งใจทำอะไร แล้วไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าไม่หนักแน่นพอ เป็นข้อเสียอย่างหนึ่งที่วันนี้จะต้องขอโทษทุกๆคนด้วย ณ ที่นี้ครับ
คือตั้งใจไว้ว่า เวลาไปกินอะไรจะถ่ายรูปเก็บมาฝากเพื่อนๆบนนี้ทุกคน แต่ว่าพอจานวางก็องค์ลง ชูชกเข้าสิง มารู้ตัวอีกทีก็ตอนท้องแตกตาย ว่าโอววววว ลืมกดชัตเตอร์
วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งรายการครับ ที่ตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่าจะต้องถ่ายให้ครบ จึงถ่ายอาหารมื้อแรกที่มาวางบนโต๊ะ จากร้าน Napa Rose อยู่ในโรงแรม Disney's Grand California Hotel ครับ
เป็นหอยเชลล์อบเนย ราดซ้อสครีมเครื่องเทศ แต่งด้วยมันแผ่นฝานให้เป็นตาราง
ส่วนจานที่สองเป็นมื้อแรกที่ขึ้นชื่อของที่นี่ คือมีกุ้งกระเทียมวางบนหินร้อน
กุ้งสะเต๊ะ ที่เสียบอยู่บนตะไคร้ ซุปถั่ว
และซี่โครงบาร์บีคิวราดน้ำรสชาติคล้ายน้ำเป็ดพะโล้บ้านเราเสริฟบนเส้นอุด้ง
ส่วนรายการอาหารที่เหลืออย่างที่บอกครับ ว่าลืมตัวไม่ได้ถ่ายรูปมา แหะๆๆ ก็ได้ชิมเนื้อหมูอบ ปลากระพงขาวอบ และเป็ดอบกรอบ ส่วนขนมก็สั่ง ชีสเค้กที่ทำจากมาสคาโปนชีส และ Napa Rose "Pick Me Up" คือกาแฟล้วนๆครับชุดนี้ มีมูสมอคค่า ครีมบลูเลย์เอ็กเปรซโซ่ และก็ไอศกรีมกาแฟ กินแล้ว....ตอนเข้าห้องน้ำรู้เลยว่า กาแฟเขาแรงแค่ไหน สิบปากว่า...ไม่เท่าตาเห็นสิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ อะไรเลยจะดีไปกว่าไปเห็นและไปกินให้รู้กันจะๆ ว่าไอ้ร้านที่ได้รางวัลเนี่ย มันอร่อยแค่ไหน
ร้านนี้ชื่อ Boule เจ้าของคือ Michelle Myers เธอเป็นเชพทำขนมอยู่ร้านอาหาร Sona ตรงข้ามฝั่งถนนนั่นเอง ลูกค้าเยอะมากเข้าเลยหนีมาเปิดร้านขนมรองรับลูกค้าเธอที่นี่เอง ร้านนี้แต่งให้ดูทันสมัย ใช้คอนเซปท์ร้านจิเวอรี่ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเข้าไปจึงเหมือนกับเลือกของมีค่า... (ราคาเหรอครับ? ก็ของมีค่าไง ราคาก็ต้องสูงนิดนึง)
เสียดายไม่ได้เอากล้องไปถ่ายในร้านครับ แต่ซื้อของมา เอากล่องมาจัดแล้วถ่าย ก็ให้ดูกล่องและถุงกันก่อนละกัน ส่วนเค้กเนี่ย เนื่องจากอดใจไม่ไหว เลยกินหมดก่อนกลับบ้านต้องติดไว้คราวหน้าครับ แหะๆๆๆ
ส่วนอันที่เหลือรอดมาถ่ายรูปนี่เพราะว่าเป็นของแห้ง เดินทางกลับมาบ้านพร้อมผมได้ เป็นครัวซองอันขึ้นชื่อของร้านครับ สนนราคาชิ้นละ 3.25 เหรียญเอง (อย่าลืมสิครับ เพชรพลอย ซื้อกันที่คุณภาพ และความพอใจ อิอิ) ส่วนสีๆกลมๆข้างหลังคือคุ้กกี้ฝรั่งเศสชื่อ Macaron (ได้ยินเขาออกเสียงกันว่า มากาฮอน) ชิ้นละ 1.25 เหรียญ เป็นขนมที่ทำจากไข่ขาว น้ำตาลป่น และอัลมอนด์บด อันที่เป็นชอคโกแลตจะมีโกโก้ผสมอยู่ด้วย ไส้ตรงกลางเป็นบัตเตอร์ครีมครับ มีหลายรสให้เลือก เลือกไม่ไหวเลยเอามาแค่หกสี (ชอคโกแลตสีน้ำตาล, กุหลาลสีชมพู, ถั่วพิสตาชิโอสีเขียว, มะนาวสีเหลือง, กาแฟสีน้ำตาลอ่อน, วนิลาสีขาวนวล) และอีกชิ้นคือชอคโกแลตแท่ง ปิดทองคำเปลว รสชาติดื่มด่ำ ขนาดประมาณ 4 ออนซ์ ราคาประมาณ 4 เหรียญ รสชาติเหรอ หุหุหุหุ ต้องไปซื้อมากินอีกรอบ เพราะจำไม่ได้แล้วอ่ะคับ
|
|
|