Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    The Return of She-Whom-You-Know-Who

    have you?

     

    หลังจากวันนั้น ออดี้ ก็โดนใครต่อใครล้อเรื่องเอว่อนไปพักใหญ่ ทว่ายังไม่ครบอาทิตย์ดี.....สาวมิสทีนก็กลับมากินข้าวกับป้าผมสีดอกเลาอีกคนนึงที่เธอแนะนำว่าคือคุณแม่ของเธอนั่นเอง คราวนี้ออดี้จึงออกปากให้เพื่อนร่วมงานอีกคนไปบริการแทน เพราะกลัวถูกติงเรื่องโคโลญจ์ชาแนลอีก

    "มีเกี๊ยวน้ำหนึ่งถ้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อเผ็ดกลาง ราดหน้าหมูหมักและเบียร์สิงห์ขวดนึงนะครับ" บริกรทวนให้มิสทีนฟัง ก่อนสั่งอาหารทั้งหมดเข้าครัว คิดในใจว่าโต๊ะนี้ก็ไม่มีอะไรนี่นา ทำไมออดี้ถึงต้องหนีไปโต๊ะอื่นด้วย

    แล้วทั้งมื้อของครอบครัวมิสทีนก็ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยฝีมือเตเต้ บัณฑิตจุฬาฯที่มาหากำไรชีวิตด้วยการเรียนรู้ชีวิตที่อเมริกา งานบริการเป็นงานเสริมของเต้ระหว่างการเรียนต่อโทเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนหลายๆคนที่นี่ ด้วยความที่เตเต้เคยทำงานเป็นเซลล์แมนที่เมืองไทยจึงมีนิสัยคุยเก่งจึงแวะทักทายกับลูกค้าเป็นประจำ แต่ก็มิวายทำหน้าที่เสนอขายอาหารเพื่อเพิ่มยอด เอ๊ยเพื่อให้ลูกค้าได้ชิมอาหารหลากหลายด้วย เหมือนกับที่โต๊ะมิสทีนวันนี้เช่นกัน 

    มิสทีน "น้องๆ Check please"

    มือทั้งสองไพล่ไว้ที่ช่วงท้อง ยืนตรงแล้วเตเต้ก็ถามกลับไปว่า "ไม่รับอะไรเพิ่มเหรอครับ ทางเรามีของหวานเยอะแยะเลยครับ ทั้งไอติม กล้วยทอด ขนมปังปิ้ง และ.."

    มิสทีนมองดูรายการขนมแล้วก็ขัดขึ้นว่า "Ice-cream ที่ร้านนี้ใส่ Liquor ด้วยหรือเปล่า?"

    เตเต้ "ไม่ได้ใส่ครับเพราะลูกค้าเรามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ว่าเราทำเองเลยนะครับ ทั้งกะทิ ชอคโกแลต ชา...."

    มิสทีน "อุ๊ย Price ขนาดนี้ ใครจะไปกิน ไปซื้อ Supermarket ได้เป็น Quart quart"

    เตเต้ตกใจนิดหน่อยกับตรรกะของลูกค้าที่อยู่เบื้องหน้า "ไม่เป็นไรครับ แหะๆๆ" พลางหันหน้าไปยังหญิงชราร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างมิสทีน ผมขาวดัดฟูอยู่เหนือต้นคอทำให้เธอดูคอยาวขึ้น "แล้วคุณน้า ไม่รับอะไรอีกเหรอครับ? เรายังมีทีรามิสุ หรือขนมอย่างอื่นด้วยนะครับ"

    หลังจากฟังบทสนทนามาครู่หนึ่ง เมื่อโดนถามเจาะจงเช่นนี้หญิงชราก้มหน้าลงนิด เธอจับขาแว่นด้วยมือซ้ายดึงให้ออกมาอยู่ช่วงกลางสันจมูก แล้วเหลือบตาขึ้นมองเตเต้ก่อนเอ่ยปากตอบด้วยเสียงโทนสูงแต่ช้าๆแบบป้าใจดี "มีขนมอะไรไทยๆไหมล่ะ?"

    เตเต้ยกมือขวาที่ไพล่อยู่ ผายออกไปข้างๆแล้วตอบว่า "มีกล้วยทอด ขนมปัง(ปิ้ง)สังขยา แล้วก้อรวมมิตรครับ"

    หญิงชรา "ไม่ล่ะจ้ะ ป้าทำเป็น"

    เสียงผึง....ราวกับสายกีตาร์ที่ก้นบึ้งของพนักงานคนหนึ่งขาดลง.....เตเต้จึงตอบไปว่า"ไม่เป็นไรครับ งั้นเดี๋ยวจะเอาใบเสร็จมาให้นะครับ...ว่าแต่ทานเบียร์สิงห์ไปแล้ว ไม่ลองเบียร์ช้างบ้างเหรอครับ?" แล้วสำทับด้วยภาษาอังกฤษอีกรอบว่า

     

    "Have you tried beer Chang yet?"

     

     

     

     

    ...

    มิสทีนมาแล้วฆ่า

     

    VIP

     
     
    วันนี้ร้านยุ่งมากพอควร แต่อาหารและบริการก็ยังเป็นไปอย่างราบรื่น.....ผมแอบหวังว่าคงไม่มีใครทำอะไรพลาดให้ระบบต้องชะงัก
     
     
    "กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พี่บอลหนูรับไม่ได้แล้วค่า" เสียงน้องดี้โวยวายวิ่งเข้ามาในครัว เล่นเอาแม่ครัวทุกคนแทบหยุดทำงาน สายตาทุกคู่หันมามองที่น้องออดี้  สาวเอ๊ยหนุ่มร่างบอบบางดีกรีเกียรติ์นิยมจากเอแบค ที่มาเรียนต่อได้ครึ่งปี วิ่งมากระทืบเท้าในครัว
     
     
    "มีอะไร...น้ำร้อนลวกเหรอ เอาบัวหิมะไหม?" ผมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
    "ป่าวค่ะ พี่บอล ดี้โดนลูกค้าคนไทยด่าค่ะ" ดี้ตอบพลางศอกขึ้นดมใต้วงแขน ตรวจสอบกลิ่นกาย 
    "ไหนมีอะไร เรื่องอะไรกันถึงขั้นด่าเลยเหรอ?" ผมซัก
    "ดี้ไปเสิร์ฟลูกค้าค่ะ ยกอาหารวางปุ๊บ เขาก็ถามดี้ค่ะว่า น้องๆใช้ยาดับกลิ่นตัวหรือเปล่า?" ดี้เลียนทำนองเสียงแบบลูกค้า
    "แล้วเราใช้หรือเปล่า?" ผมหยอก เพราะรู้ดีว่า คนอย่างดี้ที่ดูแลตัวเองตั้งแค่ทรงผม คิ้ว ริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้า แถมหิ้วกระเป๋ากุชชี่ของแท้และมีหลายใบใช้สลับกันเสียด้วย คงไม่ยอมเสียชื่อเรื่องกลิ่นตัวเป็นแน่ อีกทั้งรองเท้าพราด้าเอย กางเกงแบรนเนมดังๆเอยที่ดี้สะสมมาสมกับเป็นเด็กเอแบค ผมยังจำได้ดีว่าผมขำเวลาดี้ชอบพูดว่า "อย่างดี้ต้องกุชชี่เท่านั้น" พร้อมกับทำหน้าเชิดๆตอนจบประโยคทุกครั้งไป
     
    "แหม พี่บอลคะ ไม่เชื่อมาดมเลยค่ะ เรื่องนี้หนูไม่เคยพลาด" ดี้ค้อนหางตามาที่ผม
    "เอ้า ต่อๆๆ เอาจานนี้ไปเสิร์ฟโต๊ะ 42 ก่อน" ผมเช็ดขอบจานแล้วยื่นให้เจ้าหล่อน
    "อุ๊ย โต๊ะนี้ล่ะค่ะ ดี้ไม่ไปค่ะ ให้คนอื่นไป" ดี้งอนจริง ผมเลยต้องเรียกพนักงานคนอื่นที่เข้ามาพอดียกออกไปเสิร์ฟให้ลูกค้า พร้อมกับยิ่งอยากรู้ว่า..อะไรกันนักหนา ดี้เห็นว่าผมไม่ทู่ซี้ให้ยกอาหารออกจึงเล่าต่อ "ดี้โกรธก็โกรธนะพี่บอล แต่ก็ตอบว่าใช้ ก่อนผละออกมาจากโต๊ะเขา ดี้ยังแอบดมเลยว่าของดี้น่ะ ยังหอมอยู่"
     
    "อ้าวก็ดีแล้วนี่"
    "มันไม่แค่นั้นค่ะพี่บอล....เขาแนะนำดี้ว่า....อย่างหนูน่ะต้องใช้เอว่อนสิจ๊ะ ถึงจะเหมาะ"  ดี้กระแทกเสียงก่อนกระฟัดกระเฟียด และขอย้ายโซนกับพนักงานด้วยกันไปเสิร์ฟแขกริมหน้าต่างแทน

    รหัสลับ โต๊ะสิบเอ็ด

    เมื่อต้นปีมานี่เอง...ผมได้มีโอกาสไปฝึกพนักงานร้านอาหารสาขาสอง... ใช้เวลาอยู่สามอาทิตย์ทุกอย่างก็จึงเข้าที่
    ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก แม้ว่าที่ร้านจะไม่ได้โฆษณาเลยก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกค้าคนไทยมาอุดหนุนกันอย่างไม่ขาดสาย
    แม้แต่เจ้าของร้านหรือแม่ครัวร้านต่างๆก็ทะยอยกันมากิน อย่างเปิดเผยตัวบ้าง และไม่เปิดเผยตัวบ้าง
    ...ต้องขอขอบคุณไว้ตรงนี้อีกครั้งนะครับผม...
     
    เพื่อไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เราจึงต้องใช้รหัสลับเวลานินทาลูกค้า ฮ่าๆๆ อย่าว่าผมเลยนะครับ...
    มันต้องมีกันบ้างเวลาจะคุยถึงลูกค้าโดยไม่ให้เขารู้ตัว ถ้าคำย่อหรือโค้ดเหล่านี้กระทบใคร เราต้องขออภัยไว้ด้วย
    เพราะว่ามีไว้ใช้สื่อสารกันในหมู่พนักงานทำร้านอาหารครับ และแต่ละร้านก็อาจจะเหมือนหรือต่างกันไป
    ...ทั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เชื้อชาติใดๆทั้งสิ้นครับผม...
     
    ว่าแต่ผมจะโดนประณามไหมเนี่ย เอารหัสลับมาเปิดเผย?
    งั้นมาลองเดาคำเหล่านี้ดูกันครับว่าหมายถึงอะไร จะเฉลยให้ข้างล่าง
    ดูคำใบ้ได้จากในวงเล็บนะคร้าบบบบบ
     
     
    หมวดเชื้อชาติ
    ชาวเหงียน (มาจาก...เหงียนด้งด่ำกำเดย)
    ตี้ (มาจาก...ขี้)
    ปึ๊ด (มาจาก...ปึ๊ดปี๋อ)
    หัวทอง (มาจาก...ผมบลอน)
    เอ็ม (มาจาก...เอ็มอีเอ็กซ์)
     
    หมวดทั่วไป
    เขี้ยว (มาจาก...งู)
    ญาติ (มาจาก...ญาติผู้ใหญ่)
    โดน (มาจาก...โดนของ)
    แรง (มาจาก...พลังแรง)
    ปราบเซียน (มาจาก...เหนือยฟ้ายังมีฟ้า)
    เทวดา (มาจาก...น่าเคารพบูชา)
    สิว (มาจาก...สิ่งอุดตันรูขุมขน)
    เพื่อน (มาจาก...สนิท)
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     

    ชาวเหงียน (ชาวเวียดนาม) ตี้ (ชาวแขก...ตี้) ปึ๊ด (ดำปึ๊ดปี๋อ ชาวผิวดำ) หัวทอง (ชาวอเมริกัน) เอ็ม (ชาวเม็กซิกัน)
     เขี้ยว (วางทิปน้อย) ญาติ (พนักงานตรวจจาก Health Department)
    โดน (โดนเก็บค่าบริการไปแล้ว) แรง (กลิ่นแรง...บรึ๋ย) ปราบเซียน (ลูกค้าที่ไม่อยากมีใครเข้าไปบริการ) เทวดา (ลูกค้าโต๊ะที่ทิปดี)
    สิว (ลูกค้าที่นั่งหรือยืนขวางทางเดิน) เพื่อน (ลูกค้าที่มาจนจำขึ้นใจมีทั้ง...เขี้ยวและเทวดาครับ)

    อยากจะร้องดังๆ

     
     
     
     
    ผม        "เจ๊นัน โต๊ะสี่แกงกะหรี่ไม่เอามัน"
    แม่ครัว    "จ้า"
    ...
    ผม        "ได้ยังครับกะหรี่ไม่เอามัน"
    แม่ครัว    "เดี๋ยว เพิ่งตั้ง"
    ...
    ...
    ผม        "ได้ยังคับกะหรี่ไม่มันน้า อย่าลืม"
    แม่ครัว    "เอ๊ะ เร่งจัง"
    ผม        "อ่ะไม่เร่งก็ได้แต่กะหรี่ไม่มันนะคับ"
    ... 
    ...ผึง...
    ...
    แม่ครัว    "กะหรี่ไม่มัน ก็ไปหาเมียที่บ้านสิไอ้บอล"

    เด็กเส้น

    VIP

     

     

    ที่ร้านอาหารขณะพักเที่ยง  
     
     
     
    พี่น้ำเงิน "เฮ้ย บอลได้ข่าวว่าเด็กใหม่นี่ ญาติเจ้าของเหรอวะ?"
     
    ผม        "ช่ายครับพี่ แต่เจ้าของร้านก็ให้สิทธิ์ทุกคนเท่าๆกันเลยนะครับ ถึงจะเป็นญาติไม่เป็นญาติ"
     
    พี่น้ำเงิน "เหรอ แต่งี้ก็เรียกเด็กเส้นอยู่ดีอ่ะดิ"
     
    ผม         "ผมว่าคงไม่เป็นไรมั้ง ไม่เกี่ยวหรอกพี่ งานคืองาน"
     
    น้องแดง "จริงๆตอนแรก ผมก็ว่าไม่เกี่ยว แต่ว่าฟังจากปากเด็กใหม่แล้ว เขาพูดเองว่าเขาเด็กเส้น"
     
    ผม         "จริงอ่ะ เขากล้าบอกเลยเหรอว่าเขาเด็กเส้น งี้ก็ถือตัวน่าดูดิ"
     
    น้องแดง  "ช่ายพี่ ก็บอกผมวันแรกที่เริ่มทำงานเลยล่ะ"
     
    ผม         "เหรอ ไงอ่ะ"
     
    น้องแดง "ถึงเวลากินข้าวนะ ผมก็ถามน้องเขาว่า จะกินอะไรเดี๋ยวแม่ครัวทำให้กิน"
     
    พี่น้ำเงิน "ทำไมแล้วน้องเขาสั่งอาหารทะเลแพงๆเหรอ?"
     
    น้องแดง "ป่าว เขาบอกว่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ข้าว เขาขอพวก ผัดไทย ขี้เมา ผัดซีอิ๊ว ขนมจีน สปาเก็ตตี้ อุด้ง ราดหน้า โกยซิหมี่ บะหมี่หยก ราเมง มาม่าต้มยำ วุ้นเส้นหม้อดิน หรือจะสุกี้ก็ไม่ขัด"
     
    พี่น้ำเงินและผม พูดพร้อมกันว่า "ไอ้....."

    คุณป้ามหาภัย

    ป้าชารอน เป็นสาววัยห้าสิบนิดๆ แต่กระฉับกระเฉง เธอมาซื้อน้ำที่ร้านปีละครั้งถึงสองครั้ง แต่ที่ทุกคนจำเธอได้เพราะว่าแต่ละครั้งที่มาเธอจะมีทีเด็ดที่พนักงานทุกคนเจอแล้วจะต้องจดจำไปชั่วชีวิต...
    วันนี้คือวันครบรอบหกเดือนตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่เธอสั่งชาเย็น มาคราวนี้เธอสั่งเบียร์ไลท์ครับ นั่งดื่มไปพลางคุยโทรศัพท์มือถือไป... และเช่นเคยกิจวัตรที่เธอทำประจำทุกปีคือจ่ายเงินแบบของเธอ....ดังนี้
     
     
    ป้า        "เท่าไร หลานชาย?"
     
    พนักงาน "สามเหรียญยี่สิบห้าเซนต์ครับ($3.25)"
     
    ป้า        "อ่ะแบงค์ห้าสิบมีทอนหรือเปล่า?"
     
    พนักงาน "มีครับ รับมาห้าสิบนะครับ ทอน....สี่สิบหกเหรียญเจ็ดสิบห้าเซนต์ครับ ($46.75)"
     
    ขณะที่พนักงานกำลังยื่นเงินทอนทั้งหมดให้
     
    ป้ารับเงินทอนแล้วถามว่า "เอ๊ะเมื่อกี๊เท่าไรนะ? สามเหรียญยี่สิบห้า ฉันมีเศษพอดี เดี๋ยวนะๆ งั้นเอาแบงค์ห้าสิบป้าคืนมาก่อน" แล้วป้าก็ยื่นมาสามเหรียญยี่สิบห้าเซนต์
     
    พนักงาน "เพิ่งทอนให้ป้าไปครับ เพราะฉะนั้นป้าต้องส่งเงินมาทั้งหมดห้าสิบเหรียญจึงจะได้แบงค์ป้าคืน"
     
    ป้า        "อะไร ก็แบงค์ของฉัน ฉันเพิ่งจ่ายไปแต่ฉันจะเอาคืน ผิดตรงไหน นี่ไง สามบาทกว่าค่าเบียร์ เธอก็เอาไปแล้วเอาเงินฉันคืนมาสิ" เธอเริ่มตะเบ็งเสียง
     
    พนักงาน "ก็ป้าเอาเงินทอนไปแล้วครับ ถ้าอยากได้แบงค์ห้าสิบต้องเท่ากับแลกเงินใหม่อีกรอบสิครับ"
     
    ป้า         "อะไรกันเธอจะโกงฉันเหรอ ฉันมีแบงค์ห้าสิบแค่ใบเดียวนะไม่เชื่อดูกระเป๋าตังค์ฉันได้ ผู้จัดการอยู่ไหน" เธอวีนพลางรื้อๆกระเป๋า
     
    พนักงาน "ซักครู่ครับ"
     
    พนักงานวิ่งไปอธิบายให้ผู้จัดการฟัง แล้วก็เดินกลับมาทั้งคู่
    ผู้จัดการ "มีอะไรเหรอครับป้า"
     
    ป้า          "ป้าโดนพนักงานคุณโกงแบงค์ห้าสิบ" แล้วก็แบะกระเป๋าให้ดู
     
    ผู้จัดการ "เอางี้ละกันครับป้า ตอนนี้ยังปิดบัญชีไม่ได้เพราะยังไม่หมดรอบกลางวัน ถ้าเขาโกงเงินในเก๊ะจะต้องเกินห้าสิบเหรียญ ผมขอเบอร์โทรศัพท์และเลขบัตรประชาชนของป้ามาเก็บไว้พื่อติดต่อป้ากลับในกรณีที่เงินเกิน ดีไหมครับ"
     
    ป้า        "มันยุ่งยากขนาดนั้นเลยเหรอ? งั้นเดี๋ยวป้าหาเบอร์โทรศัพท์ป้าก่อน"
     
    ผู้จัดการ "ไม่หรอกครับป้า วิธีนี้บริสุทธิ์ใจทั้งสองฝ่าย และป้าก็วางใจได้ผมเป็นคนปิดบัญชีเอง ผมไม่ยอมให้ร้านเสียชื่อหรอกครับ"
     
    ป้า        "ออ ไม่ต้องแล้วล่ะ เจอเงินทอนแล้วล่ะ มันตกอยู่ก้นกระเป๋าป้าน่ะจ้ะ ขอโทษทีหลาน ป้าไม่เอาแล้วก็ได้แบงค์ห้าสิบ เดี๋ยวจะได้เอาไปใช้ได้เลย ไปล่ะนะ"
     
    ผู้จัดการ  "สวัสดีครับ เจอกันใหม่คราวหน้า"
     
     
     
    แล้วผู้จัดการก็เรียกพนักงานทั้งหมดมายืนเรียงแถว และบอกว่าให้จำไว้ให้ดี นี่คือป้าชารอนที่มักจะมาโวยวายเรื่องเราโกงแบงค์ เพราะฉะนั้นใครเป็นคนรับเงินขอให้จำกรณีป้าคนนี้เอาไว้ อีกหกเดือนแกจะกลับมาใหม่....เพราะวันพระไม่ได้มีหนเดียว

    จะรับอะไรดีครับ?

    ทำงานอยู่ที่ร้านอาหาร ได้เจอคนดีๆก็เยอะที่แปลกๆก็มากมาย นี่คือบางส่วนจากชิวิตการทำงานครับ
     

     
    "สวัสดีครับ กี่คนครับ?"
    "สามครึ่ง" สองผู้ชายตัวใหญ่ๆ กับผู้หญิงร่างสูงโปร่ง แล้วเธอก็มองชำเลืองลงไปที่ตะกร้าใส่เด็กอ่อนที่เธอแบกมาด้วย เลยถึงบางอ้อ (*_*")
     

     
    "สวัสดีครับ กี่คนครับ?"
    "3 คนน่ะ แต่เราไม่ได้มากินนะ"
    "จะสั่งใส่ถุงเหรอครับ?"
    "ป่าว ขอสูดกลิ่นหน่อยดิ"
    "เอ่อ....อ เชิญตามสบายครับ" ตอบด้วยความงงๆ....
    แล้วทั้งสามก็สูดเอากลิ่นอาหารในร้าน คนละฟืดสองฟืด
     
    "ขอบคุณนะ เดี๋ยวไปตัดสินใจก่อน"
    พวกพนักงานและผมได้แต่ยิ้ม "เชิญจ้า" (อะไรกันเนี่ย???)
     

     
    "สวัสดีครับ กี่คนครับ"
    "สองคนค่ะ" หญิงสาวชายหนุ่มเดินกระหนุงกระหนิงกันมา
    "เชิญทางนี้ครับ" พาไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง ทั้งสองนั่งลง ผมให้รายการอาหาร แล้วก็เดินกลับไปที่หน้าร้าน ทั้งสองยังกระเง้ากระงอดกันอยู่
     
    ซักพักฝ่ายหญิงโบกมือเรียก พร้อมลุกขึ้นยืน
    "ไม่เอาอ่ะค่ะ ขอเปลี่ยนไปนั่งฝั่งนู้นได้ไหม?"
    "เชิญครับ ตามสบาย ทางนี้เลยครับ" พาไปนั่งติดกระจกฝั่งตรงข้ามของตัวตึก
     
    ซักครู่ผ่านไป ฝ่ายชายก็โบกมือเรียก คราวนี้ลุกพร้อมกันทั้งสองคน
    "เราขอเปลี่ยนไปนั่งไกลๆผู้คนได้ไหมครับ?" พลางชี้ไปที่โต๊ะตัวสุดท้ายที่อยู่ก่อนถึงห้องน้ำ มุมตึก
    "ตรงนั้นติดกับห้องน้ำนะครับ จะไหวเหรอครับ" ผมอธิบาย
    "ดีสิ ชอบๆๆ" ฝ่ายชายตอบ
    "งั้นเชิญๆๆ ครับ" ผมกล่าว พร้อมนำทั้งสองไป
     
    ไม่ทันลับสายตา ทั้งสองก็โบกมือเรียกอีก แต่คราวนี้พนักงานคนอื่นเห็นเลยเดินเข้าไปหา เขาก็บอกว่า "จะสั่งอาหารแล้ว เข้ามาตั้งนานไม่มีใครมาบริการเขาเลย จะรีบไปน่ะ"
    ผมยังอยู่ในระยะได้ยิน เลยคิดในใจ "ลูกค้าต้องถูกเสมอ เหรอเนี่ย?"
     

     
    โทรศัพท์ดัง
    ลูกค้านิรนาม "ฮัลโหลๆ ที่ไหนครับ?"
    ผม "ร้านอาหารไทย xxxx ครับ รับไรดีครับ?"
    ลูกค้านิรนาม "ขอ Dog หน่อย มีไหม???"
    ผม "ไม่มีไส้กรอกครับ มีแต่กุนเชียง รสชาติต่างกันลิบลับ ไม่งั้นก็จะเป็นพวกเนื้อสัตว์ไปเลยครับผม"
    ลูกค้านิรนาม "ไม่เอาอ่ะ ร้านนายไม่ขายเนื้อหมาเหรอ?"
    ผม "เนื้อหมาเขาไม่ให้ขายครับ ผิดกฏหมาย"
    ลูกค้านิรนาม "ไม่จริงอ่ะ เรายังดูข่าวอยู่เลยว่าในประเทศจีนกินเนื้อหมา"
    ผม "คือ นี่ร้านอาหารไทยนะครับ"
    ลูกค้านิรนาม "นั่นล่ะ ไม่มีเหรอ หมาน่ะ ทำอะไรก็ได้"
    ผม "ไม่มีเนื้อหมาขายครับ"
    ลูกค้านิรนาม "งั้นถ้าเราเอาหมาไปให้นาย พวกนายจะทำให้เรากินไหมล่ะ?"
    ผม "โทษนะครับ มีสายเข้า ไว้คุยกันใหม่นะครับ" (เฮ้อออ!!!)
     

    สวัสดีปีใหม่

     
     
     
    สวัสดีปีใหม่ประจำปีจอนี้ครับ ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆนะครับ
     
     
     

    ขอบคุณภาพสวยๆจาก www.ballookey.com แม้ว่าจะไม่ใช่นางสงกรานต์ หุหุหุ
     
     
     
     
    เพิ่งกลับจากที่ทำงาน...
    วันนี้ตอนกลางวันร้านที่ทำอยู่ยุ่งมากๆ ต้องคอยมองหาว่าโต๊ะไหนจะว่างสำหรับลูกค้ารายต่อไป....แล้วก็มีลูกค้าชายหนุ่มหญิงสาววัยรุ่นยี่สิบต้นๆเดินตรงรี่เข้ามาที่ร้านเรา หน้าตาดีทั้งคู่ เหมาะสมกันราวกับนางแบบนายแบบตามปกนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ
     
    "กี่คนครับ?" ผมถามเป็นภาษาอังกฤษตามหน้าที่
    "ซาหวัดดีคร้าบบบ โสงโคนคร้าบ" ลูกค้าสองคนตอบเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำ
    "โห พูดไทยได้ด้วยเหรอครับ? เก่งจัง เชิญทางนี้ครับ" ผมตอบภาษาไทยใส่ระหว่างพาสองสาวหนุ่มไปนั่งที่เบาะริมหน้าต่าง สวนทางกับพนักงานเช็ดโต๊ะที่หอบหิ้วจานและแก้วไปล้าง ที่วิ่งเลิ่กลั่กเพื่อเช็ดโต๊ะให้ทันลูกค้าชุดต่อไป
     
    "เรียนภาษาไทยมาจากไหนครับ?" ผมถามต่อระหว่างพวกเขากำลังนั่งลง
    "ปายอยู่กรุงเทพมาโสงปี่นะ" ฝ่ายชายตอบ พนักงานเสริฟ์คนหนึ่งตะโกนข้างหลังผมว่าบอลวางบิลโต๊ะห้าด้วย ในขณะที่ลูกค้าโต๊ะข้างๆก็ยกมือทำท่าขอเช็คอีก
    "โห สองปีได้อย่างนี้ เก่งมากๆครับ รับน้ำอะไรดีครับผม?" เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็ช่วยพนักงานคนอื่นๆทำเครื่องดื่มด้วยเลย
    "ไอ้สาดดดหน้ายู่..." ฝ่ายชายพูดใส่ผม
    "อะไรนะครับ ขอโทษที" ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือเปล่าจึงถามเป็นภาษาอังกฤษกลับไป
    "ไอ้สาดดด หน้ายู่ เป็นไรมะ?" ฝ่ายชายยังตอบเหมือนเดิม หลังจากประมวลศัพท์อังกฤษในหัวแป๊บนึงก็จับได้ว่า คงไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นแน่แท้ ชะรอยจะโดนด่า ยังไม่ทันทำอะไรเลยนะเอาซะแล้ว ชะเง้อมองไปหน้าร้าน มีลูกค้าเข้ามาใหม่อีกสามคน ต้องรีบไปรับแขกตรงนู้นอีกแล้ว แต่เอาน่าอีกแป๊บก็จะรู้ว่าที่ได้ยินตะกี๊น่ะถูกหรือเปล่า
    "หมายความว่าอะไร ช่วยพูดอีกครั้งได้ไหมครับ?"
    "อ้ายย สาดดดดด หน้ายู่ เปน ร่ายยยย ม่ายยยย?" ผมได้ยินเต็มๆ ช้าๆ ชัดๆ ถ้าจะคิดให้เข้ากับสถานการณ์คงเป็นว่าร้านเรากำลังยุ่ง แล้วพนักงานทุกคนหน้าบึ้งไม่ยิ้มเหรอ ....ผมเคยโดนว่าทีนึงแล้วเรื่องไม่ยิ้มให้ลูกค้าเนี่ย แต่เล่นด่ากันอย่างนี้นี่...อึ้งเลย
    ผมปั้นหน้าไม่ถูก เอ๋อๆ แล้วเขาเลยต้องพูดอังกฤษกลับมาได้ใจความว่า
    "วันนี้วันปีใหม่ไทยไง..........I สาดน้ำ U เป็นอะไรไหม?"
     
     
     
     
    เหอๆๆๆๆๆๆ นึกว่าโดนด่าต้อนรับต้นปีเสียแล้ว.....โถ....คุณลูกค้าจะไทยปนอังกฤษก็ไม่บอก

    นารีเป็นอื่น

    พี่ปวีณา เป็นพนักงานเสิร์ฟที่ร้านมานานถึงห้าปี เธอเริ่มทำตั้งแต่มาเรียนต่อใหม่ๆ จนหลังจากจบปริญญาโทเธอก็ขอลาออกกับเจ้าของร้านด้วยเหตุผลที่ว่า หนูเบื่อแล้ว ตอนนี้เรียนจบแล้ว จะได้ไปฝึกงานตามอย่างที่เรียนมา เจ้าของร้านอนุญาตเพราะไม่รู้จะกักเด็กนักเรียนที่มีอนาคตดีกว่าไว้ที่ร้านทำไม
     
    ท่ามกลางงานเลี้ยงส่งพี่ปวีณา เมื่อกินข้าวเสร็จพี่ท่านก็หยิบถุงกระดาษตุงๆขึ้นมาหนึ่งถุง โอว พี่มีของที่ระลึกให้พวกผมด้วยหรือนี่? ตื่นเต้นจัง
    "อ้า ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณนะคะเจ๊ใหญ่(เจ้าของร้าน) หนูมีทุกวันนี้ได้เพราะได้ทำงานที่นี่ หนูจะไม่ลืมทุกๆคนเลย และที่สำคัญ นี่เลย" พี่ปวีณาเอามือล้วงลงไปในถุงหยิบเสื้อผ้าทั้งหมดที่เธอใส่เสิร์ฟ พร้อมกับรองเท้าผ้าใบยี่ห้อสวิสสีขาวหม่นๆจากการใช้งาน เธอวางมันลงบนโต๊ะที่พวกเราเพิ่งกินข้าวเสร็จไปหมาดๆ
    "นี่ค่ะ ลาทีชีวิตการเป็นพนักงานเสิร์ฟ" เธอกราบลงตรงรองเท้าและเครื่องแบบของเธอครับ
    "หนูล้างมือในอ่างทองคำแล้วล่ะ"  ทุกคนเฮ หัวเราะ ร้องโห่ดีใจไปกับเธอ บ้างก็เคาะขวดโป๊งเป๊งเป็นจังหวะ
    "ไม่เหม็นรองเท้าตัวเองเหรอเจ๊ ก้มซะสนิทแนบขนาดนั้น" คนขับรถส่งอาหารแซวขึ้นบ้าง
    "ของชั้นสะอาดย่ะ" พี่ปวีณาสวนทันควัน แล้วแถมท้ายให้นิด "งานเลี้ยงยังต้องมีวันเลิกรา จะให้ชั้นเสิร์ฟไปตลอดชีวิตหรือไงยะ?"
    "พี่นา โทรศัพท์" น้องนุชพนักงานเสิร์ฟอายุน้อยกว่าบอกพลางยื่นโทรศํพท์ให้เธอ
     
    เนื่องจากผมนั่งติดพี่ปวีณา ได้ยินบทสนทนาเลยเก็บมาฝาก (แอบฟังนี่หว่า..อิอิอิ)
    "สวัสดีค่ะพี่จุ๋ม นาเองค่ะ"
    "อะไรนะคะ ยินดีด้วยค่ะ เหรอคะ ค่ะ ค่ะ"
    "เดี๋ยวหนูถามเพื่อนหนูให้นะพี่ พรุ่งนี้เลยเหรอ ด่วนจัง"
    "แค่นี้นะคะ อยู่ในงานเลี้ยงส่งหนูน่ะค่ะ ค่า หวัดดีค่าพี่"
     
    แล้ววันรุ่งขึ้นเธอก็ต้องเดินทางไปซานฟราน ระหว่างทางที่เพื่อนขับรถไปส่ง เขาก็ถามเธอว่า
    "ไม่เห็นบอกว่าจะไปเที่ยวซานฟรานเลยนา จะได้หยุดงานไปด้วยกัน"
    "ใครว่าไปเที่ยว ฉันไปทำงานย่ะ"
    "อ้าวทำไรล่ะ"
    "เสิร์ฟ"
    "เพิ่งล้างมือในอ่างทองคำ กราบรองเท้าคู่ใจไปเมื่อคืน เอาอีกแล้วเหรอนา"
    "อ๋อ นี่ได้ตั๋วเครื่องบินฟรีเชียวนะ ไม่เอาเหรอแก"
     
     
    ครึ่งวัน นา(รี)เป็นอื่นจริงๆครับท่าน

    กาแฟโบราณ

     
    วันนี้นัดกับพี่เบิ้ม ว่าจะไปเยี่ยมที่ร้านอาหารพี่เขาเอง ซึ่งเพิ่งเปิดได้ไม่นานในดาวทาวน์
     
    "หวัดดีคับพี่เบิ้ม งานยุ่งป่าว?"
     
    "หวัดดี หวัดดี ไม่ยุ่งๆ เพิ่งเปิดร้านไม่นาน คงต้องอาศัยเวลาอีกซักพัก กะว่าจะไปแจกเมนูซะหน่อย เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ออฟฟิศแถวๆนี้รู้จักน่ะ นี่เพิ่งเดือนแรก ลูกค้าหน้าใหม่ยังเข้ามาถามเรื่อยๆว่าเปิดแล้วเหรอ เพิ่งเห็น แล้วบอลล่ะเป็นไง"
     
    "ก็ยุ่งนิดหน่อยครับ ช่วงนี้เปิดเรียนด้วย เลยวิ่งวุ่นเลยครับ"
     
    "มานั่งสิ ทานน้ำไรดี?"
     
    "โอเลี้ยงดีกว่าครับ กาแฟเย็นที่ร้านที่ผมทำมีขายแล้ว แต่ไม่มีโอเลี้ยง" พี่เบิ้มหายไปครู่หนึ่งแล้วกลับมาพร้อมกับแก้วทรงสูง บรรจุน้ำสีดำสนิทเย็นเจี้ยบ ผมก็ดูดพรวดๆๆๆ รสชาติมันกินแล้วก็นึกถึงกาแฟต่างจังหวัด ขมอมเปรี้ยวกำลังดีครับ นี่สิสมแล้วที่เลือกกินโอเลี้ยง "โห หากินยากนะพี่ กาแฟเม็ดมะขามคั่วเนี่ย ในแอลเอมีขายเม็ดมะขามคั่วด้วยเหรอพี่ หรือว่าพี่คั่วเอง?"
     
    พี่เบิ้มบอก "ก็กาแฟที่ซื้อจากตลาดขายส่งคนไทยเนี่ยล่ะหาไม่ยากหรอก เขาก็ใช้กันทุกร้าน"
     
    "ไม่จริงอ่ะ ร้านที่ผมทำต้มยังไงก็ไม่ได้อย่างนี้ครับพี่"
     
    "แล้วไอ้กาแฟเม็ดมะขามคั่วนี่มันเป็นไงอ่ะ พี่ไม่เคยกิน ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ"
     
    "อ้าว ก็กาแฟที่ตามต่างจังหวัดเมืองไทยนิยมเอาเม็ดมะขามมาคั่วให้ไหม้ๆ แล้วชงแทนกาแฟ แต่แทนที่จะได้รสขมอย่างเดียวพี่จะได้รสเปรี้ยวจากเม็ดมะขามมาด้วยไงครับ คนโบราณเขาฉลาดนะพี่ตอนนั้นประเทศเรายังปลูกกาแฟเองไม่ค่อยได้ ก็ดีนะพี่ ผมน่ะไม่ได้กินแบบนี้นานมาแล้ว"
     
    "เฮ้ย มีรสเปรี้ยวด้วยเหรอ ตายล่ะหว่า เสียแล้วมั้งเนี่ย"
     
    "อ่ะนะ พี่เล่นมุขป่าว"
     
    "ป่าว จริงๆ เนี่ยมันต้มตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ขายไม่ค่อยดี เลยไม่ได้ต้มใหม่ ดูดซะเกลี้ยงเลยนะไอ้บอล"

    ศึกอัศวินดำ

    วันนี้ร้านอาหารที่ทำอยู่ไม่ค่อยยุ่งแฮะ เจ้าของร้านเลยบอกว่าให้เดินไปกลับป้ายหน้าร้าน กะลังยกป้ายอยู่เลยครับ พี่มืดหรือที่คนไทยคุ้นปากว่า "นิโกร" (เป็นคำไม่สุภาพนะครับ ประมาณว่าคนจีนโดนเรียกไอ้เจ๊กยังไงยังงั้น) สามคนตัวสูงปริ๊ด ผิวดำสนิท ตาและฟันขาวจั๊วเห็นชัดตัดกับสีผิว แบบคอนทราสสูงสุด ก็เดินเข้ามาในร้าน บอก "ปิดแล้วเหรอ นึกว่าปิดดึกกว่านี้....ยังไม่ถึงเวลาไม่ใช่เหรอ พวกเรามีสิทธิ์จะเข้าไปนั่งกินสิ" ผมหันไปมองเจ้าของร้าน เพราะเกรงอาญาจากทั้งสองฝ่าย เจ้าของร้านเพยิดหน้าเป็นนัยว่า เออ เอาเข้ามาเหอะ ดีกว่าปล่อยให้ยืนอุดประตูทางเข้า ผมจึงพาพวกเขาไปนั่งครับ แม่ครัวที่เตรียมตัวจะกลับบ้านเดินออกมาเจอสามคนนี้ระหว่างทางเดินไปนั่งที่โต๊ะ ต้องแหงนหน้าไปอย่างน้อยทำมุม 45 องศาครับ เพราะแม่ครัวร้านผมมีแต่ขนาดกะทัดรัด แล้วก็เป็นอันต้องเดินกลับเข้าครัวเพราะ "คุณ(มืด)สามคน" ที่ว่านี่เอง
    ก็รีบๆรับรายการอาหาร บอกในครัว รีบๆเสิรฟ์ จะได้รีบๆกลับบ้าน
     
    ทั้งสามก็รีบๆกินอย่างมีมารยาท (คืองี้ครับ รีบกินน่ะถือว่าไม่มีมารยาท) แต่เมื่อเข้ามาตอนร้านจะปิด การรีบกินก็นับว่ามีมารยาทต่อพนักงานในร้านทั้งหมดทั้งสิ้นโดยปริยายครับ เราก็ดีใจหวังว่าเพิ่มยอดขายให้ที่ร้าน ไม่ทำให้ลูกค้าเสียใจ มีความสุขทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ลูกค้าก็ออกไปเกือบหมดแล้ว เหลืออยู่สองโต๊ะ คือโต๊ะพี่มืดทั้งสาม และโต๊ะคู่รักที่รอฝ่ายหญิงเข้าห้องน้ำทำธุระ แแต่แล้ว............
     
    มืดคนหนึ่งก็ลุกขึ้นเดินรี่เข้ามาที่พนักงานเก็บเงิน แล้วหยิบปืนขึ้นมาเล็งหน้า ตายล่ะหว่า ทำไงดี ผมเหลือบเห็น เลยย่องไปข้างหลังครัว แต่ไม่ทันครับ มืดคนที่สองวิ่งตามผมเข้ามาแล้วตะโกนว่า "ทุกคนอย่าขยับ" พลางยกปืนขึ้นเล็งไปที่ระดับหัวของแม่ครัวคนนึง แล้วกราดไปมาประมาณว่า ทำตามคำสั่งนะ ปืนมันไปถึงทุกคนนะ  แล้วมืดคนที่สามก็วิ่งไปล็อคประตูแล้วเดินไปบอกโต๊ะคู่รักซึ่งเผอิญผู้หญิงเดินกลับมาพอดีว่าขอปลดทรัพย์
     
    ครับผม ทั้งสามทำอย่างเงียบๆ ในสายตาผู้ที่อยู่นอกร้าน แต่สำหรับคนในร้าน พวกเราตะลึงงัน ทำอะไรไม่ถูก.... ไม่น่าเชื่อว่า จะโดนเข้ากับตัวเองซะแล้ว.... ผมตัดสินใจ เอามีดอีโต้เล่มหนึ่งไว้ข้างหลัง แต่ดูเหมือนว่าพี่มืดคนที่อยู่ในครัวจะไหวตัวทัน ตะโกนบอกให้ผมยกมือขึ้น ผมจึงต้องตัดสินใจขว้างมีดไปที่เขา เฮ้ย มีดมันหลุดไปแล้วจริงๆครับ ในหัวผมความคิดระหว่างฆ่าคนตายติดคุกหัวโต กับการแก้ตัวว่าป้องกันตัวเอง หรือถ้ามันไม่โดนล่ะ?
     
    พี่มืดนั่นกระโดดหลบซึ่งทำให้มีดเฉียดไปข้างๆครับ เขาวิ่งรี่มากระชากคอเสื้อผมแล้วเอาปืนจ่อที่ขมับ ง้างไกแล้วตะโกนว่า "มึงแส่หาเรื่องเองนะ ไอ้กะเหรี่ยง..." ผมหลับตาปี๋นึกในใจ "ไม่น่าเล้ย ไม่น่าเลย....." เสียงไกรดังกริ้ก แล้วทันใดนั้นเอง ผมก็สะดุ้งตื่นขึ้นเหงื่อแตกพลั่ก ในใจยังพึมพำอยู่ว่า "ไม่น่าเลย ไม่น่าเลย..."
     

    ได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวที่ร้านอาหารไทยโดนปล้นเมื่อกลางปี 05ครับ โดนแบบนี้เลยครับ แต่เขาไม่ได้ขัดขืน ขอแสดงความเสียใจกับหลายๆร้านที่โดนมิจฉาชีพเอารัดเอาเปรียบครับ

    ไปวัด.......กัน

     

    blurr

    ต้นปี ก็ต้องถือว่าเป็นปีใหม่ ใครๆเขาก็ไปทำบุญกัน ผมเลยไม่อยากไป เพราะว่าที่วัดคงจะมีคนเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด อาหารก็คงจะเหลือทิ้งเหลือขว้าง พระท่านก็ฉันไม่หมด น่าสงสารจริงๆที่พวกเราแบ่งๆกันไปหาท่านไม่ได้.....ท่านเลยได้ฉันแบบเกินๆขาดๆ ยังไงน่ะเหรอ ก็วันหยุดก็บิณฑบาตรได้เกินที่จะฉัน ส่วนวันธรรมดาก็แทบจะหาคนมาทำบุญใส่บาตรไม่ได้เลย ถ้าไม่บังเอิญเป็นวันเกิด

    double

     

     

    วันนี้โชคดีหน่อย มีเพื่อนแนะนำให้รู้จักว่าไอ้บล็อคนี่ กับเอ็มเอสเอ็นทำอะไรได้บ้าง เลยฉลาดทันเทคโนขึ้นมาอีกหน่อย เห็นใครๆทำกันมาตั้งนาน (แอบอิจฉาเล็กๆว่าอยากทำมั่ง) ก็ได้ฤกษ์เสียที ตอนแรกๆก็งง ว่าเขาหาอะไรมาเขียนได้กันเป็นวรรคเป็นเวร ตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเราเองก็หาวรรคเวรดังกล่าวมาเขียนได้อย่าง.....พรั่งพรู ส่วนคนอ่านจะถูกใจหรือไม่นั้น ช่างมันเถิด เรื่องของผม ผมจะเขียนน่ะ อยากอ่านก็อ่านไป อ่านไม่ได้ ก็........ช่วยๆไปดูรูปแทนละกัน เหอๆๆ

     

    ปีนี้ตั้งใจว่าเอายาไปถวาย เพราะที่ทำงาน มีแต่คนไม่สบาย เลยนึกถึงพระท่าน ว่าถ้าเกิดท่านไม่สบาย ใครจะถวายหยูกยา เลยตัดสินใจซื้อยา...แก้ไอ ยาแก้ปวด และก็ยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ก็ไม่ได้แช่งให้ท่านป่วยหรอก แต่ว่าเห็นคนป่วยรอบๆข้างตัวเองก็อดไม่ได้เหมือนกันที่จะห่วงท่าน

     

    แต่อย่าหาว่างั้นว่างี้เลย ไปมาก็หลายวัด ถวายยาแล้วก็หลายชุด ไม่เห็นพระหรือชีวัดไหนท่านป่วยกันเลย แข็งแรงกันราวกับออกกำลังกายสม่ำเสมอ ชักสงสัยแล้วซีว่ายาที่ถวายไปจะเป็นประโยชน์หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ใช้ก็โชคดีของคณะสงฆ์ไป แสดงว่าไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ปัจจัยเราคงได้เป็นเครื่องช่วยยามฉุกเฉิน

     

    elephantmom

     

    พออีกวันก็กลับไปทำงาน....เจอป้าๆน้าๆ ที่ทำงานก็ถามว่าปีใหม่ไปทำอะไรกันมา บางคนก็ไปวัดวันขึ้นปีใหม่ บางคนก็ไปกินข้าวกับญาติ นานๆทีจึงจะได้เจอกันน่ายินดียิ่งนัก พี่อีกคนก็เข้ามาบอกว่านอนทั้งวัน รักษาตัว จะได้มาทำงานได้ต้นปี ถือว่าทำเงินสะพัดแต่ต้นปี จะได้มีฤกษ์มีชัยกับเขามั่ง เป็นความคิดที่ไม่เลว ต่างกับอีกคนที่เพิ่งเดินเข้ามา แล้วบอกว่าเนี่ย ขอถูกหวยรับปีใหม่หน่อย เราก็เฮ้อ.....คิดได้แฮะ  แล้วป้าอีกคนก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา "ขอโทษๆๆ รถติด มาสายไปหน่อย" ทุกคนก็ยิ้มๆ ไม่ได้ว่าอะไร เห็นว่าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย.... "ป้าๆๆ ไปไหนมาน่ะ วันปีใหม่?" ผมถามอย่างอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ ป้าแกก็ตอบไปเนือยๆว่า "อ๋อ ไปวัดมา" ทุกคนร้องโห ..."ทำไมไม่เจอล่ะ วัดไหน?" น้าอีกคนร่วมแสดงความเห็น"เออ ฉันก็ไปวัด xxx มา พี่ไปวัดไหนล่ะ ตอนกี่โมง?" ป้าแกยิ้มเย็นๆ หายใจเข้าลึกๆ แกคงได้ของดีจากวัดนี้มาแน่ๆ จึงทำให้แกดูสงบอย่างนี้ แม้ว่าจะเพิ่งวิ่งตารีตาเหลือกเข้ามาไม่นานนี้ก็ตาม แล้วแกก็พูดช้าๆว่า "อ๋อ ข้าไปวัดดวงมา เนี่ยปีนี้คงดวงขึ้น แทงไปสามตา ได้มาสามตา"

    doublegold