Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    เราคือผู้ไม่แพ้

     

    winner


     
    ความทรงจำที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกดีๆที่ผ่านมาก็ได้
    บางครั้งมันคือความทรงจำของช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต
    ช่วงที่เผชิญปัญหาหนักหน่วงหรือร้ายแรงจนกระทั่งทำให้บางคนเกือบจะคิดตัดปัญหาด้วยการจบชีวิต
    หากแต่ผ่านมาจะด้วยการฝ่าฟัน ความช่วยเหลือจากคนและสิ่งรอบข้าง หรือจะโชคก็ตามแต่
    เมื่อมองย้อนกลับไป เราก็ข้ามพ้นอุปสรรคนั้นมาได้
     
    แม้จะไม่มีคำตอบตายตัวว่าที่ทำลงไปนั้นถูกมากน้อยแค่ไหน
    แต่เราได้แก้ไขสถานการณ์ตรงนั้น วินาทีนั้นอย่างสุดตัว สุดความสามารถแล้ว
    ตรงนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจดจำ เพื่อใช้เป็นกำลังใจในการก้าวต่อ
     
     
    ใครจะรู้ ถ้าวันนั้นเราหยุดว่ายลงแค่ช่วงเศษเสี้ยววิ
    ลมหายใจที่ผ่านๆมาจนถึงบรรทัดนี้ก็เป็นเพียงแค่
     
    จินตนาการของผู้แพ้

      

    .....เน่าสนิท......

     
     
     
     
     
    หลายคนได้ยินคำนี้คงนึกถึงละครหลังข่าวช่องต่างๆที่พากันออกมาตบจูบๆ แม่ผัวเกลียดสะใภ้ หรือว่าลูกเศรษฐีโดนสลับตัวตั้งแต่ยังเด็ก หรือถ้าสมัยใหม่หน่อยนางเอกก็จะแก่นแก้วกะโหลกกะลาแต่โดนปราบพยศได้จากพระเอกหนุ่มีตระกูลเรียนสูงล้ำฟ้า....ว่าไปเรื่อยๆ ฯลฯ
     
     
    ทว่า การเขียนความ "เน่าสนิท" ครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับละคร
     
    หรือจะเป็นเรื่องการเมืองการปกครองของบ้านเรา....ที่ผ่านๆมาก็เห็นกันทุกยุคทุกสมัยจนเป็นเรื่องปรกติในสายตาคนอายุเกิน 25 ว่านายกอยู่ได้ไม่ถึงสี่ปี(เสียส่วนใหญ่) คนที่อายุมากกว่านั้นนิดหน่อย ก็จะรู้ว่ารถถังบ้านเราไม่ได้มีไว้ยิงตอนออกรบ แต่มีเพื่อใช้แสดงอำนาจว่าใครกุมอำนาจทหารได้แล้วเท่านั้น แต่ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายยังคงรักเด็ก ดูได้จากการกระจายกำลังกองรถถังให้เด็กๆและประชาชนได้เข้าชื่นชมอย่างใกล้ชิด 555 แต่ผมว่านะ งบตรงนี้เอาไปพัฒนาเขาดิน สวนสัตว์อื่นๆ พิพิธภัณฑ์หรือท้องฟ้าจำลองน่าจะดีกว่า ตอนเด็กๆผมจะดีใจมากถ้าหากโรงเรียนพาไปเที่ยวสถานที่เหล่านี้....พอห่างจากนั้นมาแค่ไม่กี่ปี ผมผ่านไปที่ท้องฟ้าจำลองครั้งที่สุดท้ายตอนม.ปลาย(ซึ่งก็นานโขแล้วครับ)เห็นมีวัยรุ่นติดยาสองคนกำลังแกล้งเด็กประถมที่โรงเรียนพาไปทัศนศึกษา....เสียดายที่ผมต้องขึ้นรถเมลล์ไปก่อนไม่งั้นคงได้โดนมีดจากสองอันธพาลนั่นเสียบเป็นแน่แท้ 5555
     
     
    แต่แน่นอนคงไม่ขอกล่าวถึงคลองแสนแสบ...จะบอกว่าทุกวันนี้ยังดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมายนัก (ผมรู้ได้ไงน่ะเหรอ? ฟังจากพี่ที่เขาเพิ่งกลับไปเมืองไทย และอาศัยบริการเรือด่วนในลำคลองนี้สิครับ อิอิ) แต่ก่อนนี่นอกจากน้ำคลองที่เน่าสนิท เรือด่วนทั้งหลายก็แข่งกันราวกับว่าชีวิตนี้ข้าเหลือวันเดียว ขอใช้วันสุดท้ายให้คุ้ม ลูกเรือผู้โดยสารชะตาขาดทั้งหลายก็ต้องทำบุญกรวดน้ำสาปส่งกันทุกวันเมื่อก้าวท้าวขึ้นโป๊ะ (สาปส่งตอนนั่งบนเรือไม่ได้เพราะเรือบริการเหล่านี้มีกระเป๋าฝีปากมารไว้ประดับบารมีทุกลำครับ)
     
     
    อ้าว พล่ามมาเสียนานจะบอกว่า เรื่องการเมืองและคลองแสนแสบก็ยังไม่เน่าเท่า เพราะที่เน่ากว่านั้น
     
     
    สเปซผมเอง  แหะๆๆๆ
     
     
     
     
    ขออภัยพี่ๆน้องๆเพื่อนๆนะครับ....ที่ผ่านๆมามัวแต่หลงระเริงอยู่ใกล้ๆแถวๆสเปซนี่ล่ะครับ แต่นานน้านทีแวะเข้ามา จนคนอื่นๆตัดญาติไปหมดแล้ว แหะๆๆ จะบอกว่า...ของเล่นจำพวกเกมกดเกมคอมพิวเตอร์มันก็สนุกดี ผมว่าบางทีก็ต้องพักจากมัน ไปเล่นลูกข่าง ไปเล่นวิ่งไล่จับ ซ่อนหา ทอยกอง ดีดลูกหิน ช้อนปลากันบ้าง ให้รู้ว่ากิจกรรมโบๆ(โบราณน่ะ) ก็มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นเพื่อการพัฒนาเหมือนกัน เขาเรียกภูมิปัญญาเฟ้ย ขอบคุณบรรพบุรุษทุกท่าน ณ ตรงนี้เลย
     
     
     
    ว่าไปแล้ว ขนาดอัพแล้วผมว่า....ข้อความข้างต้นของผม ก็ยัง"เน่าสนิท"อยู่ดีนะครับท่าน ฟิตฟิตฟิต

    ว่าด้วยเรื่อง "เซ็กส์......."

     
    ว่าด้วยเรื่อง "เซ็กส์...."
     
    เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ก่อนอื่นต้องขอออกตัวว่าไม่ใช่ม้งไม่ใช่หมอที่จะมาให้คำปรึกษาแก่ใครได้อย่างที่เห็นกันดาษดื่นทั่วไปตามบทความต่างๆ แต่กระนั้นก็ดี เรื่องนี้จริงๆแล้วเป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนต้องเข้าไปพัวพันไม่มากก็น้อย บางคนอาจจะคิดเถียงในใจว่าไม่จริง...แต่เชื่อเถิดครับร้อยทั้งร้อย ต้องเจอกับเรื่องพรรค์นี้กันมาบ้างไม่ทางตรงก็ทางอ้อม บางคนยังไม่เคยเหลียวคิดหรือสำนึกด้วยซ้ำว่าเอ๊ะ เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นตะกี๊กับตัวเรา ก็เข้าข่าย เรื่องนี้...
     
    เซ็กส์... แม้เป็นภาษาอังกฤษแต่คนไทยเราก็ไม่นิยมแปล มักใช้ทับศัพท์ ทำให้หลายคนแปลไม่ค่อยได้ว่า...คำแปลภาษาไทยที่ตรงตัวคืออะไร
     
     

    blewit

     

     

    โดยทั่วไปมนุษย์เราเมื่อมีความอยาก ก็ย่อมหาทางขวนขวายเพื่อตอบสนองความอยากนั้นๆ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่าบำบัดความอยาก(ใคร่) ก็แล้วแต่... เมื่อหามาได้ ก็จะหมดความอยาก หรืออยากเพิ่มขึ้นก็แล้วแต่คน แต่จริงๆไอ้คำว่า"หมดความอยาก" ถ้าแปลอีกนัยนึงก็คือ..."อยากที่จะหยุด" นั่นเอง...ยังไงมันก็คือความต้องการทางใดทางหนึ่งอยู่ดี
     
    เมื่อมีครั้งแรกเกิดขึ้น....ก็มีครั้งที่สองเกิดขึ้นแน่นอน แต่ก็ขึ้นอยู่กับความเห็นแก่ตัวของใครของมันว่ามีปริมาณขนาดไหน จะทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือจะเห็นใจคนรอบข้างแค่ไหน  นี่ล่ะครับที่มาของเรื่อง "เซ็ก-เกิ้น-แฮนด์ สโมคเกอร์" หรือแปลเป็นไทยแบบลวกๆก็คงได้ความว่า ผู้เคราะห์ร้ายจากควันบุหรี่
     
    ผู้สูบบุหรี่ยังได้รับการกรอง(ปริมาณบ้าง)จากก้นกรอง ในขณะที่คนที่รายล้อมผู้สูบนั้น ไม่มีก้นกรองอากาศ ทำให้หายใจเอาเจ้าสารพิษ(เขาว่า ๔,๐๐๐ กว่าชนิดแน่ะ) เข้าไปในปริมาณมากกว่าหลายต่อหลายเท่านัก.... ใครว่า"เซ็กส์...(เกิ้นแฮนด์สโมคเกอร์)"เป็นเรื่องคลายเครียด?

    มันแก่...

    ความแก่ที่ใครหลายต่อหลายคนไม่ชอบ...ไม่อยากแก่....
     
     
    หารู้ไม่ว่าแก่แล้วยังมีประโยชน์ได้ ดูนี่สิ
     
     
    หัวมัน มันเหลือ...ทิ้งไว้
    ยังงอกเงยเป็นต้นไม้ คายออกซิเจน....ให้เราไว้ใช้
    คนล่ะ???? เราได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ต่อ หรือเปล่า....?
     
     
     
     potato
     
     
     
     
     
     
    คำเตือน
     
     คุณแก่กว่าเมื่อวานไปแล้วหนึ่งวัน
     
     
     
     

    ดาวรุ่ง

     
    ...ต้นปี...
     
    เบเบ้เป็นสาวหน้าตาดีที่มีแต่คนรุมล้อมเอาใจ เธอมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจจนโดนแมวมองทาบทามให้เข้าสู่วงการ ชีวิตเธอดูเหมือนจะเป็นขาขึ้น ที่มองไปแล้วไม่มีที่ท่าว่าจะเห็นปลายบันไดว่าสิ้นสุดที่เมฆก้อนไหน
     
     
    "น้องเบย์ ลูกจะไปเที่ยวดึกๆดื่นทำไมให้ร่างกายโทรมเปล่าๆ?"
    "งานสังคมน่ะแม่ หนูต้องรู้จักคนเยอะๆ เผื่อจะได้งานเพิ่ม"
    "ทำแค่นี้ไม่พอเหรอลูก จะเอาไปทำอะไรเยอะแยะ บ้านเราก็พอมีพอใช้ เงินซื้อสุขภาพไม่ได้นะลูก"
    "หนูจะได้ชื่อว่าหาเลี้ยงตัวเองไงแม่ เอาน่า อีกไม่นานหนูก็ตกรุ่นแล้ว ตอนนี้โกยอะไรได้รีบๆโกย"
    "งั้นก็เอาแค่เที่ยงคืน ตีหนึ่งไม่ได้เหรอลูกอย่าให้ถึงเช้าเลย"
    "ไม่ได้หรอก บางทีสปอนเซอร์เจ้าใหญ่เขาชวนไปต่อที่บ้าน หนูก็ต้องตามใจเขาสิแม่"
    "งั้นแม่กับพ่อจำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดกับหนูแล้วล่ะน้องเบย์ แม่จะงดให้เงินหนูซักพัก"
    "อะไรกัน กะอีเงินแค่สองสามหมื่นต่อเดือน หนูหาเองได้สบายอยู่แล้ว แม่กับพ่อเก็บเงินขายของเก่าไว้ใช้กันเหอะ หนูล่ะกลัวจริงๆว่าขายของเหนื่อยก็เหนื่อย"
    "แต่อาชีพประมูลและขายของเก่านั่นก็คือสิ่งที่แม่กับพ่อก่อร่างสร้างตัวขึ้นมานะหนู ถ้าหนูกลับตัวเหมือนเดิม...เราก็จะให้เบี้ยเลี้ยงหนูเหมือนเดิมนะลูก"
    "ไม่เป็นไร หนูไม่ง้อ"
     
     
     
     
     
     
    ...ปลายปี...
     
    บันไดที่เบเบ้ไม่เคยเห็นว่ามันจะสิ้นสุดที่สวรรค์ชั้นไหน กลับเป็นพุ่งดิ่งลงเหวนรกอเวจีทันทีเมื่อเธอประสบอุบัติเหตุตีสามของเช้าวันหนึ่งเพราะเมาแล้วขับกลับบ้าน หน้าตาคงศัลยกรรมได้ แต่ส่วนล่างขวาที่ต้องพึ่งขาเทียม...ทำให้งานเธอไม่เหลือเลยซักชิ้น นอกจากออกงานตามรายการทอล์คโชว์แค่ช่วงอาทิตย์แรกของการเกิดอุบัติเหตุ แล้วเธอก็ถูกลืม...
     
    "มีอะไรให้แม่กับพ่อช่วยไหมลูก?"
    "ไม่เป็นไร หนูเรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอง หนูก็พอมีของเก็บไว้ขายกินเหมือนกัน"
    "จะขายอะไรล่ะลูก"
    "เรื่อยเปื่อย ให้มันรู้ไปว่าหนูจะอยู่ไม่ได้"
    "จะขายที่ไหนล่ะลูก"
    "หนูจะทำเวปขึ้นมา"
    "จะดีหรือเปล่า ซื้อของไม่เห็นหน้าค่าตากัน เชื่อใจกันได้หรือเปล่าก็ไม่รู้"
    "เอ่อ...ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องถามคุณพ่อเรื่องระบบสินเชื่อและความเชื่อใจ"
    "อ้าว แล้วถ้าของหนูหมดล่ะจ๊ะ จะไปรับของจากไหน"
    "พอหนูหมด เอ่อ...หนูก็จะให้คนอื่นเช่าที่ขายของและก็เก็บค่าธรรมเนียม"
    "อืมเห็นหนูคิดทำมาค้าขายอย่างนี้ แม่กับพ่อก็วางใจ ขอให้ประสบความสำเร็จนะลูก"
    "คุณแม่คะคุณพ่อคะหนูขอโทษค่ะ แต่เพื่อเป็นการสำนึกผิด ต่อแต่นี้หนูจะเรียกตัวหนูเองว่า อีเบย์ "
     
     
     
     
     
     
     
     

    คำเตือน... เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใดที่เอ่ยมาทั้งหมด แต่ถ้าหากเนื้อเรื่องไปพ้องตรงกับท่านใดแล้วอยากจะให้ลงชื่อและรูปเพื่อประชาสัมพันธ์ กรุณาติดต่อ ลุงหนวด หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ จ้า.....

    แด่น้องนางนุชน้อย กับกระทาชายนายบ๊อง

    menufornutty

    อธิบายเพิ่มเติม ถ้ายังงงว่า"ทำไมอาหารง่ายจัง?" เพราะว่าจะเน้นกิจกรรมระหว่างเจ้าของวันคล้ายวันเกิดกับคนรอบข้าง ถ้าใครต้องเหนื่อยเพื่อทำอาหารเลี้ยงฉลองแล้วล่ะก็ ผมว่าไม่เหมาะครับ (เว้นเสียแต่ว่ามีคนชอบทำอยู่ในกลุ่มเพื่อน)
     
    โจ๊กและปาท่องโก๋....ไหลลื่นตั้งแต่เริ่มต้นหลังการทำบุญร่วมกัน.สมที่จะเป็นคู่ดุจปาท่องโก๋
     
    ข้าวไข่เจียว/ไข่ดาว กับพริกน้ำปลาหรือผักลวกซักถ้วย อาหารจานธรรมดานี่เองที่จะทำให้คุณๆผู้ร่วมโต๊ะอาหารใส่ใจซึ่งกันและกันมากขึ้น มากกว่าใส่ใจที่อาหาร แต่อาหารจานนี้ก็อร่อยมิใช่หรือ ทุกคนเคยผ่านช่วงที่บอกว่าเพียงไข่เจียวหรือไข่ดาวก็อร่อยมาแล้วทั้งนั้น
     
    ร้านอาหารโปรด ก็เป็นสิ่งที่คุณอาจจะต้องใช้บริการบ้างถ้าคนอื่นๆไม่เห็นด้วยกับคุณที่จะใช้เวลาทั้งหมด อยู่บ้านฉลองเงียบๆ บางทีอาจจะไม่เลือกร้านโปรดแต่เลือกร้านแปลกที่คุณอยากจะเข้าไปลองสัมผัสบรรยากาศแปลกใหม่ ถ้าอาหารไม่อร่อย ก็อย่าเพิ่งเสียใจไปเลย อย่างน้อยคุณไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อกินอย่างเดียว คุณไปฉลองวันเกิดของคุณนี่นา สิ่งสนุกอาจจะอยู่ที่บทสนทนาของคุณกับเพื่อนๆหรือครอบครัวก็เป็นได้
     
    พวงมาลัย หรือคำขอบคุณ ต่อบุพการี นับว่ามีค่ามากสำหรับพวกเราทุกคนที่ได้เกิดมา
    และแม่ก็เป็นคนที่เจ็บที่สุดตอนเรา เกิดมา ดูโลกครับ
     
     
    ป.ล. ขอยกคำอวยพรทั้งหมให้แก่น้องนุชและนายบ๊องคร้าบบ ขอบคุณผู้อ่านผู้คอมเม้นท์ทุกท่านครับผม (เอาน่าเดี๋ยวคู่นี้คงจะแบ่งเค้กวันเกิดให้คนละชิ้นสองชิ้น อิอิอิ ผมต่อต้นแถวแล้วไม่ต้องห่วง ฮ่าๆๆ) 

    วิทยาศาสตร์ง่ายๆในพุทธศาสนา

    มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว เราลองมาเทียบกันว่า... คล้ายคลึงอย่างไร
     
     
    เรื่องสสาร
    ที่แตกย่อยลงไปสิ้นสุดที่อะตอม ซึ่งมีนิวเคลียส โปรตรอน และอิเลคตรอน 
    ในพระไตรปิฎก ท่านทรงเทียบไว้อย่างนี้
     
                        ๑ เมล็ดข้าวสาร       =   ๗ หัวเหา
                        ๑ หัวเหา               = ๓๖ ลิกขา
                        ๑ ลิกขา                = ๓๖ รถเรณู
                        ๑ รถเรณู               = ๓๖ ตัชเชรี
                        ๑ ตัชเชรี               = ๓๖ อณู
                        ๑ อณู                  = ๓๖ ปรมาณู
     
     แถมในแต่ละหนึ่งหน่วยปรมาณู ก็ยังประกอบไปด้วยธาตุทั้งแปดที่เรียกว่า อวินิพโภครูป ๘ ซึ่งไม่อยู่นิ่ง
     
     
    เรื่องการปฏิสนธิ
    ที่การแพทย์บอกว่ามีสเปิร์มกับไข่ที่สุกได้ที่แล้ว และสภาวะที่เหมาะสม
    ในพระไตรปิฎก ท่านทรงแสดงว่า การเกิดต้องประกอบไปด้วยเหตุทั้งสาม(ย้ำทั้งสาม เพราะขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้) ๑. หญิงชายสมสู่อยู่ด้วยกัน ๒. หญิงนั้นมีโลหิตประจำเดือนกำลังงาม และ ๓.ขณะนั้นมีสัตว์ตายมาปฏิสนธิ
    ส่วนเมื่อปฏิสนธิแล้วจะเป็น กลละ (ลักษณะคล้ายหยดน้ำใส) ซึ่งขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นหรือส่องกล้องดูได้ ท่านเปรียบขนาดของกลละไว้ว่าให้นำขนจามรีจุ่มในน้ำมันงาใส แล้วสลัดเจ็ดครั้ง ให้ดูขนาดหยดน้ำมันงาที่เกาะอยู่ที่ปลายขน เป็นต้น
     
    ทั้งยังอธิบายเรื่องตัวอ่อนในครรภ์มารดาไว้ทุกระยะ มีคร่าวๆดังนี้
    สัปดาห์ที่ ๑ กลละ = น้ำใส
    สัปดาห์ที่ ๒ อัมพุทะ = ขุ่น(ค่อยๆขุ่นเข้า)
    สัปดาห์ที่ ๓ เปสิ = แดงอ่อน(เหมือนน้ำล้างเนื้อ แต่ยังไม่แข็ง)
    สัปดาห์ที่ ๔ ฆนะ = ก้อน (เริ่มแข็งแล้ว)
    สัปดาห์ที่ ๕ ปัญจสาขา = มีปุ่มขึ้นห้าปุ่ม ปุ่มเหล่านั้นจะเป็นศีรษะหนึ่ง แขนสอง ขาสอง แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าปุ่มไหนจะเป็นอะไร
    สัปดาห์ที่ ๖-๑๐ ปริปาก = การขยายตัว
    สัปดาห์ที่ ๑๑ จกฺขาทิ = เริ่มมีตา หู จมูก ลิ้น แล้วเจริญขึ้น
     
     
    เป็นต้น
     
    ยังมีอีกหลายเรื่องครับ....ใครสนใจลองไปศึกษาเพิ่มเติมจะพบว่ามีอะไรน่าค้นคว้าอีกเยอะแยะมากมาย
     
     
     
     

    ขอขอบคุณข้อมูลจากพระไตรปิฎก เวปลานธรรม ชุดหนังสือและคำสอนของหลวงพ่อจรัญ
    หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยในการโยกย้าย คัดลอก และพิมพ์อันเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของผมเองแต่โดยดีครับ

    "เดช"คัมภีร์เทวดา

    เหล่าจอมยุทธในยุทธจักร มักมีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งคืออยากเป็น"เจ้ายุทธภพ" ตลอดไป จนถึงกับต้องหาคัมภีร์เทวดา ที่ฝึกแล้วไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นเทวดาหรอกนะครับ คงจะอนุมานว่าอายุยืนวิชาล้ำลึกดุจเทวดา....แต่หารู้ไม่ว่า เทวดาจริงๆนั้น ไม่มีเพศครับ เพราะฉะนั้นชายใดฝึกแล้วจะต้องกลายเพศเป็นหญิงเพื่อแลกกับวิชาอันล้ำลึกนี้ หุหุหุ ฟังแล้วหวาดเสียวจัง เมื่อได้ยินข้อแลกเปลี่ยนตรงนี้ บางคนก็ถอยผงะซึ่งก็คือคนส่วนใหญ่ครับ แต่คนที่ยังคงมุ่งมั่นต่อเพราะมีแรงโลภ แรงตัณหาอยากได้ความมีอำนาจนี่สิคับ....ยอมลงทุนเสียสละน้องชาย (อ่ะจี๊ย)
     
     
    ทำไมต้องเป็นกะเทยเพื่อเป็นสุดยอด???? คงหาคำตอบให้ท่านได้ไม่ดีนักเพราะว่าผมยังไม่ได้ฝึกวิชา หุหุหุ แต่ถ้าวิเคราะห์จากหนึ่งในกระบวนยุทธที่ใช้ได้ผลบ่อยในสามก๊กแล้วล่ะก้อ....."นารีพิฆาต"ครับ เป็นกลยุทธที่จอมยุทธหลายท่านต้องพลีชีพหรือว่าพลาดท่ามานักต่อนัก การเป็นกะเทยคงจะสามารถเอาชนะกลยุทธไม้ตายแม่นี้ไปได้โดยง่ายแน่ๆครับ เอ แต่ว่าคัมภีร์นี้จะแพ้แผน"บุรุษพิฆาต"ไหมหนอ?
     
    การจะเป็นใหญ่ด้วยตัวเองคนเดียวคงลำบากถ้าไม่มีทีมงานที่ดี...ไม่มีผู้ปรีกษาที่ดี หรือแม้แต่ลูกน้องก็ตาม ดูอย่างผู้นำโลกหลายๆคนสิครับล้วนมีสตรีหนุนหลัง หรือถ้าฉายเดี่ยวก็ต้องมีฝ่ายสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังดีเยี่ยม....ไม่เช่นนั้นแล้ว...ก็ยากนักที่จะก้าวไปยืนบนยอดเขาเพียงลำพัง...ยิ่งสูง ยิ่งหนาว จริงหรือเปล่า หรือชะรอยความหนาวนั้นจะทำให้เปลี่ยวไปด้วย
     
    หนังจีนอีกเรื่องที่เขาสอนนางเอกว่า...ถ้าชอบจอมยุทธ เจ้าจงทำใจว่าวันใดวันหนึ่งเจ้าอาจจะต้องอยู่คนเดียว เพราะว่าจอมยุทธโอกาสตายมากกว่าคนอื่น พลาดเมื่อไรก็ไปเมื่อนั้น..เจ้ายอมแล้วหรือ??? ซึ่งแน่นอนคนมันอยาก เอ๊ย นางเอกก็ต้องยอมรับชะตากรรมนั้นไป สงสัยเพราะรู้ว่า..แฟนฉันจะไม่ตายง่ายๆ (พระเอกเสียอย่าง)
     
    ดูอย่างจอมยุทธทักษิณสิครับ มีอาซ้อคู่ใจก็ยังมิวายอยากเป็นเจ้ายุทธจักร ถึงขนาดใช้ทุกวิถีทางก็แล้ว ว่างๆท่านก็ลองไปฝึกคัมภีร์เทวดาดูบ้าง เผื่อว่าชาวไทยเราจะได้เห็น "ตงฟางปู้ป้าย" ตัวเป็นๆกะเขาบ้างครับพณฯท่าน

    ไอ้เบี้ยว...ชาขา (๒)

     
    "น้องตุ๋ม พี่กลับมาแล้ว อืมกลิ่นอะไรเนี่ย กลิ่นหอมน่ากินดีเนอะ"
    "จ๋าพี่ เดินระวังนะ น้ำยาถูพื้นกลิ่นชาเขียวน่ะ แหะๆๆ"
    "เออ หอมดี ว่าแต่วันนี้ทำไรกินจ๊ะ"
    "ห่วงแต่กินนะ ไปหาหมอมาเป็นไงมั่งดีขึ้นมั้ย? วันนี้ไอ้ตัวเล็กกวนทั้งวันเลยทำได้แค่ต้มพาสต้าชาที่พี่เก็บไว้ยามจำเป็นไง"
    "ยังไม่ค่อยหายดีน่ะ เออนี่หมอเขาชอบขนมเธอใหญ่เลย เขายังฝากนี่มาให้กินด้วยนะ"
    "ดีจังเจอคุณหมอใจดี พี่นั่งก่อนๆ นี่เลยซ้อสไวน์ขาวถั่วแดงบดผัดไก่อบ เห็นคนญี่ปุ่นชอบกินชาเขียวกับถั่วแดงน่ะหนูเลยทำมั่ง"
    "หลานชายเธอกลับมาจากญี่ปุ่นไม่ใช่เหรอ เอาไรมาฝากมั่งล่ะ?"
    "ก็มีนี่เลยโคลอน(เครือกูลิโกะ)ชาเขียว ส่วนอย่างอื่นเป็นไอติมขนมาไม่ได้เลยกินเผื่อพวกเราไปแล้ว 555 คิดได้ไงกินเผื่อ"
     
    "อืม พาสต้าน้องทำเส้นนุ่มจัง อ้าวเป็นอะไรอีกล่ะ"
    "พี่เบี้ยวอ่ะ งอนแล้วด้วย"
    "งอนเรื่องไรจ๊ะน้องตุ๋ม?"
    "ก็หนูอ่ะเกาต้นขาพี่ตั้งนาน พี่ไม่สนใจหนูเลยอ่ะ"
    "พี่ขาชาน่ะไม่รู้สึกอะไรเลย ว่าแต่ น้องตุ๋มเกาขาพี่เหรอ...พี่อิ่มแล้วง่วงจังเลย น้องตุ๋มง่วงยังจ๊ะ?"
    "บ้า ยังหัวค่ำอยู่เลย ง่วงเงิ่งอะไรกัน แต่ไอ้ตัวเล็กหลับไปแล้ว เราไปที่เตียงกันดีกว่านะพี่ หนูโรยใบชาไว้ตั้งแต่ตอนปูเตียง พี่ต้องชอบแน่ๆ"

    colon1

    ไอ้เบี้ยว...ชาขา

    "คนต่อไปเชิญค่า พี่เบี้ยวคะ" เสียงพยาบาลคนคุ้นเคยเอ่ยเรียกคนไข้ที่มาประจำจนเรียกแค่สมญานามได้โดยไม่ต้องเรียกชื่อจริง คงสนิทกันมากเพราะทั้งคนไข้และพยาบาลดูไม่มีใครขัดเขินกับชื่อ "เบี้ยว"
    นายเบี้ยวลุกจากที่นั่งเดินกะเผลกๆตรงไปยังห้องหมอ แม้ว่าระยะทางไม่ถึงห้าเมตรแต่ก็กินเวลาพอควร เพราะขาข้างซ้ายเจ้ากรรมดันโดนรถทับตั้งแต่สองปีที่แล้ว กระดูกแตกแบบประสานไม่ติด เลยต้องใส่แผ่นเหล็กฝังในแทนของที่ธรรมชาติสร้างมา "เอาน่า ยังไงก็ดีกว่าเดินไม่ได้"เสียงที่ก้องในหัวเขาเรื่อยมาตั้งแต่วันที่เขาออกจากห้องผ่าตัดเสริมใยเหล็ก
     
    "อาการเป็นยังไงบ้างคุณโสภณ?" คุณหมอผู้ดูแลอาการเอ่ยทักขึ้นอย่างรักษามารยาทและอยู่ในจรรยาบรรณ
    เบี้ยวยกมือไหว้คุณหมอ นิ้วโป้งจรดกลางหว่างคิ้ว เขาคงเทิดทูนคุณหมอมากจนลืมไปว่านั่นเป็นระดับที่ใช้สำหรับไหว้พระ "ดีครับ แต่ว่าบางทีผมก็ไม่ค่อยรู้สึกน่ะสิครับคุณหมอ"
    "ไหนมันเป็นยังไงที่ว่าไม่รู้สึก" คุณหมอถามอาการอย่างสงสัย
    "ชาเป็นพักๆครับ ยิ่งอากาศเย็นๆปวดจนชาเลยครับ"
    "อืมอาการแปลกนะ ตั้งสองปีมาแล้ว ไม่น่าจะมีอาการชาอย่างนี้"
    "ผมจะหายจากอาการข้างเคียงเหล่านี้ไหมคับคุณหมอ?"
    "ยังตอบไม่ได้นะ ต้องรอดูต่อไป ว่าแต่พักนี้กินชาเขียวตามที่ผมแนะนำอยู่หรือเปล่า?"หมอพูดพลางยื่นแก้วชาเขียวอุ่นๆให้นายเบี้ยว
    "ขอบคุณครับผม ช่วงนี้ก็กินอยู่ครับ คราวก่อนที่เขาออกกระดาษทิชชู่ชาเขียวมาผมก็ไปลอง กลิ่นไม่ค่อยแรงเท่าไรครับ"
    "เหรอ แฟนผมก็เพิ่งเลิกใช้ผ้าอ้อมชาเขียวกับลูกแล้ว เขางอแงสงสัยไม่ชอบกลิ่น"
    "คุณหมอลองกินป๊อกกี้ชาเขียวหรือยังครับ? ของญี่ปุ่นผมแอบอ่านส่วนผสมมันมีชอคโกแลตขาวปนอยู่ด้วยนะครับ"
    "จริงสิ แหม่คุณนี่ช่างสังเกตดีจริงๆ แล้วยี่ห้อเมจิล่ะ เหมือนกุลิโกะหรือเปล่า?"
    "กุลิโกะ(ป๊อกกี้)อร่อยสุดครับ เมจิ(ฟราน)สู้ไม่ได้รสชาติไม่ถึง"
    "นี่คุณ แฟนผมเพิ่งทำทีรามิสุชาเขียวนะลองเอาไปกินดู"
    "พอดีเลยครับคุณหมอ ที่บ้านผมก็เพิ่งทำเค้กชาเขียวเขาฝากมาให้คุณหมอพอดี"
     

    greentiramisugreengeleeJListPockygreenteacakess

     


    ขอบคุณรูปป๊อกกี้ชาเขียวจาก J-list product เพราะผมเปิดถุงแล้วไม่เคยเหลือเก็บไว้ถ่ายรูปได้ซักที 555

    คุณอสรพิษ

    ๏ นาคีมีพิษเพี้ยง
    เลื้อยบ่ทำเดโช. 
    พิษน้อยหยิ่งโยโส 
    ชูแต่หางเองอ้า 
    สุริโย
    แช่มช้า
    แมลงป่อง
    อวดอ้างฤทธี

    โคลงโลกนิติ • บทที่ ๒๑ โดย สมเด็จพระเดชา ฯ
     
     
    อ่านมาสองตอนแล้วสำหรับอสรพิษฝ่ายชาย อสรพิษฝ่ายหญิง ที่ดูเหมือนจะเป็นโทษเสียส่วนใหญ่ ลองมาดูอสรพิษอีกแบบที่มีคุณมากกว่าโทษครับ นั่นคืองูใหญ่ มีหงอน มีอิทธิฤทธิ์มากมายรวมทั้งสามารถแปลงกายได้ตามแต่สถานการณ์ ใช่แล้วคร้าบบบ "พญานาค" นั่นเอง
     
    นาคถือเป็นสัตว์เดียรัจฉานที่มีอิทธิฤทธิ์ ที่อาจจะได้มาจากการบำเพ็ญตบะ หรือว่าสืบทอดทางเชื้อสายมาก็ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด เหมือนฤาษีบำเพ็ญฌาณ ยังไงอย่างนั้น เมื่อครั้นพระพุทธศาสนากำเนิดขึ้น พญานาคก็เข้ามามีบทบาทในประวัติพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเช่นกัน เพราะนาคส่วนใหญ่มีจิตใจเป็นกุศล เพียงแต่เกิดในภพที่ต่ำกว่ามนุษย์เท่านั้นเอง  มีครั้งหนึ่งได้พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากร่มไม้อธุปปาลนิโครธ ไปยังร่มไม้จิก ทรงนั่งเสวยวิมุตติสุข อยู่ 7 วัน คราวเดียวกันนั้นมีฝนตกพรำ ๆ ประกอบไปด้วยลมหนาวตลอด 7 วัน ได้มีพญานาคชื่อ "มุจลินท์" เข้ามาวงด้วยขด 7 รอบพร้อมกับแผ่พังพานปกพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะป้องกันฝนตกและลมมิให้ถูกพระวรกาย หลังจากฝนหายแล้ว คลายขนดออก แปลงเพศเป็นมานพมายืนเฝ้าที่เบื้องพระพักตร์ ด้วยความศรัทธาอย่างแรงกล้า (ใครนึกภาพไม่ออกให้หาหนังเรื่อง the little buddha มาดูนะครับ) นี่จึงเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก
     
    หรืออีกครั้งหนึ่งมีนาคแอบแปลงร่างเป็นมนุษย์มาขอบวชในร่มกาสาวพัตร แล้วนาคมีข้อจำกัดอยู่ห้าประการคือ ตอนแรกเกิด ตอนระหว่างสมสู่กันกับนาค ขณะลอกคราบ ขณะหลับ และขณะตาย ก็เผลอกลับสู่ร่างเดิมตอนจำวัด ทำเอาเพื่อนๆภิกษุแตกตื่น จนความถึงพระพุทธเจ้า เลยโดนให้ลาสิกขา และเป็นที่มาของพุทธบัญญัติ 1ใน 8ข้อ ว่าบุคคลที่จะบวชต้องเป็น"มนุษย์" กระนั้นก็ยังสืบเนื่องความศรัทธาของนาคตนนั้นด้วยการขนานนามผู้อยากบวชว่า "นาค" จนถึงทุกวันนี้
     
    บั้งไฟพญานาคเป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่หลายคนยังคงสงสัยกันว่าคนทำหรือว่าพญานาคทำ ผมไม่มีเครื่องมือจะช่วยเราๆท่านๆไปพิสูจน์นะครับ เอาเป็นว่าเล่าเรื่องเมืองบาดาลกันดีกว่า เชื่อกันว่าเมืองบาดาลนั้นมีอยู่จริง ใต้โลกมนุษย์ลงไป 1 โยชน์(16 กิโล) แต่สำหรับท่านที่ทุนหนาก็ไม่ต้องขุดนะครับ เพราะว่าเราจะไม่เห็นด้วยตาเนื้อ (ถ้าพวกเขาไม่อยากให้เห็นเราก็ไม่มีสิทธิ์เห็นครับ) มีอีกวิธีง่ายๆคือรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เจริญสมาธิวิปัสสนา(แล้วถึงเวลาก็จะรู้เห็นได้เองครับ) แล้วโดยเฉพาะอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ยิ่งมีการเชื่อกันว่าเมืองบาดาลหน้าด่าน(ก่อนไปยังเมืองหลวง) อยู่ข้างล่าง พระสงฆ์ที่ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติควรแล้วแถบๆลุ่มน้ำโขงก็มักจะได้พบเหล่านาคแฝงตัวมาสักการะท่านอยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะฝั่งไทยหรือฝั่งลาว มีเรื่องเล่าว่า...
    วันหนึ่งในหน้าแล้งตอนเที่ยงวัน ได้มีหญิงสาวชาวคนหนึ่งลงมาตักเพื่อไปดื่ม มาบริเวณหาดทรายข้างฝั่งลำโขง ตอนหน้าแล้ง จึงต้องเดินไปไกลเกือบถึงกลางลำน้ำ แล้วก็หายไป ชาวบ้านลงมาเห็นแต่กระป๋องน้ำ พ่อแม่ต่างก็ตามหากันแต่ไม่พบ จนครบ 7 วัน เมื่อไม่เห็นลูกสาว และคิดว่าลูกสาวคงจมน้ำตายแล้ว จึงได้พร้อมกับญาติพี่น้อง ชาวบ้านจัดทำบุญอุทิศให้ ในตอนกลางคืนก็มีหมอลำสมโภช

    จนเวลาต่อมาเวลาประมาณเที่ยงคืน ลูกสาวคนที่เข้าใจว่าจมน้ำตาย ก็กลับมาที่บ้าน ชาวบ้านซึ่งกำลังฟังหมอลำกันอยู่ก็แตกตื่นกัน บางคนก็วิ่งหนีเพราะคิดว่าเจอผีหลอก จนในที่สุดลูกสาวจึงมีโอกาสเล่าให้ทุกคนฟังว่า "วันนั้นอากาศร้อนมาก น้ำดื่มหมดโอ่ง ลงไปเพื่อจะตักน้ำ เมื่อวางกระป๋องน้ำ เห็นมีหมู เหมือนกับว่าได้ยกเท้าหน้าเรียกเข้าไปหา ก็เดินเข้าไปหา แล้วหมูตัวนั้นก็บอกว่าให้หลับตา จะพาลงไปเมืองบาดาล พอหลับตาสักครู่ หมูตัวนั้นก็บอกให้ลืมตา เมื่อลืมตาขึ้นปรากฎว่าตนมาอยู่อีกเมืองหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับเมืองมนุษย์ มีดิน มีบ้านเรือนเรียงรายกันอยู่ แต่จะมีแปลกก็ตรงที่ ทุกคนจะนุ่งผ้าแดง และมีผ้าพันศรีษะเป็นสีแดงเหมือนกัน โดยด้านหน้าจะปล่อยให้ผ้าแดงห้อยลงเหมือนกับหัวงู เมื่อเดินตามชายคนนั้น (จากร่างหมูกลายเป็นคน) ก็มีชาวบ้านถามกันว่า นำมนุษย์ลงมาทำไม (เพราะกลิ่นมนุษย์ต่างกับเมืองบาดาล) ชายคนนั้นก็บอกว่าพามาเที่ยวดูเมือง ได้เดินไปเรื่อย ๆ เมื่อแหงนหน้ามองดูท้องฟ้ากลับปรากฎว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เหมือนสีขุ่น ๆ ของน้ำ ชายคนนั้นได้บอกว่า นี่เป็นเมืองบาดาล และเป็นเมืองหน้าด่าน ส่วนตัวเมืองหลวงนั้นยังอยู่อีกไกล และชาวเมืองจะมีงานสมโภชเมื่อถึงวันออกพรรษาของเมืองมนุษย์ ซึ่งถือว่าตลอด 3 เดือน ที่เข้าพรรษานั้นเหล่าชาวเมืองที่นี่ก็จะจำศีลปฏิบัติธรรมเพื่อเป็นการบูชาพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นโคมประทีปที่มาจากทุกวันออกพรรษา ก็มาด้วยเหตุที่เหล่าชาวเมืองบาดาลเหล่านี้จุดบูชาขอรับ

    พญานาค(หรือมังกรจีน)ตามตำราถือว่ามีอำนาจควบคุมฝนฟ้า เป็นเจ้าแห่งน้ำเลยก็ว่าได้เพราะสามารถบันดาลฝนหรือว่าจะบันดาลแล้วก็ได้ ดั่งเวลาทำนายตอนต้นปีก็จะมีการบอกว่าปีนี้นาคกี่ตัว ถ้าหนึ่งตัวขึ้นมาก็แสดงว่าฝนตกเยอะ ถ้าหลายตัวก็จะแล้ง (เพราะว่านาคกินน้ำ)

     

    Image hosting by Photobucket

     

    ขึ้นชื่อว่า อสรพิษ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคอยพ่นพิษร้ายใส่ใครต่อใคร ทำร้ายใครเขาไปทั่ว พิษหรืออำนาจก็เหมือนกับดาบสองคม ที่นำมาใช้อย่างรอบคอบมุ่งประโยชน์แก่ส่วนรวม ก็มีคุณอเนกอนันต์ เมื่อใช้ผิดครรลองก็เป็นโทษมหันต์ วันนี้คุณได้ให้ความสุขของคนรอบข้างหรือยังครับ?(แม้ว่าต้องพ่นพิษก็ตามที)


    ขอขอบคุณ www.dollydoghouse.com ที่เอื้อข้อมูลมหาศาลครับ

     

     

    อีสารพัดพิษ

    คราวที่แล้วกล่าวถึงงูเพศผู้ไปแล้ว คราวนี้ขอกล่าวถึงงูเพศเมียที่โด่งดังกันบ้าง "เมดูซ่า"

    เมดูซ่า นั้น แต่เดิมทีหลายพันหลายหมื่นปีมาแล้วก็คงเป็น เจ้าป่าเจ้าเขาที่มีอำนาจ มีผมขอดหยิกหยักถักเป็นเปียเล็กๆทั่วทั้งหัวแบบชาวอัฟริกัน (แบบที่เรียกว่า dreadlocks) ที่ดูคล้ายงูในสังคมดึกดำบรรพ์ ที่ยังนับถือยกย่องให้ผู้หญิงเป็นใหญ่

    ภายหลังที่สังคมกรีกกลายมาให้ผู้ชายเป็นใหญ่ ภาพพจน์ของ เมดูซ่า ก็ค่อยๆเปลี่ยนไป เนื่องจากเทพบุรุษเข้ามาแทนที่เทพสตรี ในสังคมกรีก ชาวกรีกคงเอามาผูกเป็นตำนานให้เป็นนางมารร้ายไปในภายหลัง ชื่อของเธอ ก็กลายไปเป็นเพียงตำนานแห่งความพ่ายแพ้ ที่ถูกฆ่าโดย เพอร์ซีอุส แล้วชาวกรีก ก็ถ่ายทอดพลังอำนาจของ เมดูซ่า มาให้ เทพอะธีน่า ผู้เป็นเทพสตรีตัวอย่างของสังคม ที่ชาวกรีกต้องการใช้เป็นแบบอย่าง คือรักษาพรหมจรรย์ และรับใช้ครอบครัว ยึดมั่นในความซื่อสัตย์จงรักภักดีและเทิดทูน เทพเซอุส พระบิดา เหนือตนเอง

    ตามตำนานกรีกนั้น เมทิส แม่ของเมดูซ่าและพี่น้องอีกสองสาว ทั้งเมดูซ่าและพี่สาวแต่เดิมนั้น เป็นสาวงามมาก ต่อมา เมทิส แม่ของนาง ถูก เทพเซอุส ข่มขืน แล้วกลืนลงท้องไป เมทิส เป็นเจ้าแห่งปัญญา และสามารถแปลงร่างต่างๆได้ เซอุส จึงอาศัยพลังปัญญาและเวทย์มนต์ของ เมทิส มาเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง ช่วยให้ เซอุส มีอำนาจยิ่งใหญ่กว่าเทพทั้งปวง และยังสามารถแปลงร่างได้ดังใจนึก ไปเอาสตรีมากมายเป็นภรรยาได้ในภายหลัง พลังของ เมทิส สำลักออกทางหน้าผากของเซอุส กลายเป็นเทพธิดา อะธีน่า ผู้ได้รับมรดกทางปัญญาจาก เมทิส ผู้เป็นแม่ ตั้งแต่เกิดมา อะธีน่า ก็ถือ เมดูซ่า เป็นศัตรูคู่แค้นที่จักต้องพิฆาตให้ดับสิ้น เพราะในบรรดาพี่น้อง มีแต่เมดูซ่า ผู้เดียวที่เป็นมนุษย์ พี่สาวชาวกอร์กอนทั้งสองร่วมท้องแม่ของเธอ มีสถานะเป็นเทพ จึงฆ่าไม่ตาย อะธีน่า จึงหันมาหาทางทำลาย เมดูซ่า แต่ผู้เดียวในบรรดาลูกแม่เดียวกันทั้งหมด

    วันหนึ่งใน วิหารอะธีน่า สาวงาม เมดูซ่า ที่มีชายมากหลายหมายปอง ก็ไปบูชา เทพอะธีน่า ยังวิหารตามปกติ เทพโพไซดอน ได้ประจักษ์เห็นความงามของนางแล้ว ก็ต้องการครอบครองโดยใช้กำลังขืนใจ อะธีน่า จึงได้โอกาสใส่ความว่า เมดูซ่า บังอาจลบหลู่นางด้วยการสู่สมในวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ แล้วฉวยโอกาสสาบ เมดูซ่า ให้กลายเป็นมารร้ายน่าเกลียดน่ากลัว และสาปให้ผมอันสวยงามลือชื่อของนาง กลายเป็นงูเต็มหัว จากสาวงามเลื่องชื่อ ต้องมากลายเป็นมารร้ายที่น่าชิงชังขยะแขยง จนใครที่ได้เห็น จะต้องกลายเป็นหินไป เมดูซ่า ทั้งชอกช้ำ ทั้งอับอาย ก็แปรความเจ็บช้ำที่ได้รับให้กลายเป็นความเคียดแค้นชิงชัง ต้องการทำร้ายหมายมาดทุกชีวิตที่ขวางหน้า โดยทำให้กลายเป็นหินไปจากการมองหน้าของนาง เป็นการตอบโต้ความอยุติธรรม ที่ทำให้นางต้องรับ ชะตากรรมอันโหดร้าย เมดูซ่า จึงกลายเป็นมารร้าย ผู้เป็นที่กล่าวขวัญถึง มากที่สุดในตำนาน กรีก มีทั้งภาพสลัก รูปปั้นต่างๆของเมดูซ่าตามวิหารต่างๆมากมาย

     

    ผู้ที่ฆ่า เมดูซ่า ได้คือ เพอร์เซอุส เมื่อ เพอร์ซีอุส ตกหลุมรัก โพลีเดคเทส ก็ต้องออกล่าหา เมดูซ่า เพื่อตัดหัวมาตามสัญญาที่ให้ไว้กับ เทพอะธีน่า ซึ่งรอคอยหาคนมากำจัด เมดูซ่า ให้อยู่นานแล้ว เพราะความเป็นเทพของนาง ทำให้ไม่สามารถไปแสดงอำนาจพาลได้ถนัด ยังต้องอาศัยเหตุผลข้ออ้าง และน้ำมือคนอื่นไปกำจัดศัตรูให้ กี่คนๆมาแล้วที่ต้องการไต่เต้าสร้างวีรกรรม ที่ได้กลายเป็นหินไปหมด ทันทีที่ เพอร์ซีอุส มาเข้าทางตน อะธีน่า ก็กุลีกุจอปรากฏตัวขึ้นทันที เพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนกำจัด เมดูซ่า ของนางโดยราบรื่น อะธีน่า จึงช่วยบอกทางให้ เพอร์ซีอุส ไปยัง ซามอส อันเป็นที่พำนักของ นางกอร์กอนสามพี่น้อง เทพอะธีน่า ก็ได้ประทานโล่ห์ที่เป็นเงามันวับเหมือนกระจก แล้วช่วยให้ภาพปรากฏของนางมารทั้งสาม เพื่อ เพอร์ซีอุส จะได้เห็นว่าหน้าตาเป็นอย่างไร และเตือน ไม่ให้มองหน้าเมดูซ่าตรงๆ เพราะจะทำให้กลายเป็นหินไปเสียก่อน จากนั้น อะธีน่า ก็ให้อนุชา คือ เทพเฮอร์มีส (ที่ชาวโรมันเรียกว่า เมอร์คิวรี่ นั่นเอง) ซึ่งก็เป็นเทพบุตรของ เซอุส อีกผู้หนึ่ง ไปนำ ดาบโค้ง ของโครนัสมาให้

    หลังจากรู้ที่ซ่อนของเมดูซ่า เพอร์ซีอุสก็ลอบเข้าตัดหัวนางให้ขาดแล้วเก็บใส่ถุงวิเศษทันที เลือดไหลนอง ออกจากคอของ เมดูซ่า ก่อกำเนิดเกิดออกมาเป็น ม้ามีปีก เพกาซัส แล้ว เมดูซ่า ก็จบสิ้นความระทมทุกข์ทรมาน จากชีวิตอันโหดร้ายของเธอ ส่งผลให้ เพอร์ซีอุส กลายเป็นวีรบุรุษอมตะ ผู้ปราบมาร ของชาวกรีกไป


    ที่มา ตำนานเร้นลับ ของเวบ www.teenee.com

     

     

    อสรพิษในบล็อคคราวนี้มีตัวละครผู้หญิงเด่นๆสองตัว

    ระหว่างพิษร้ายที่เหล่าอสรพิษบนศรีษะนางเมดูซ่ามี  กับพิษแห่งความริษยา พยาบาทที่อยู่ภายใต้เรือนร่างที่ดูสง่าภูมิฐานของเทพีอะธีน่า....

    นางเอกของตอนนี้จะยกให้นางเอกผู้ใดได้รับราววัลออสก้าดีขอรับ?

     

     

     


     

    ภาพจากwww.scorec.rpi.edu

     

    อ้าวไปจ้องหน้าเธอทำไมล่ะครับ...(แหม่ อยากเป็นหินกันก็ไม่บอก)

     

    อ้ายสารพัดพิษ

    สัตว์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นอสรพิษร้ายกาจที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลายเห็นจะไม่เกิน นายก เอ๊ยไม่ใช่ ขออภัย งู ครับ จะงูใหญ่งูเล็ก ขึ้นชื่อว่างู เขาบอกว่าเจองูกับแขกให้ตีหัวแขกก่อน หรือว่าแขกจะร้ายกว่างู เอ๊ะยังไง
     
    งูเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับมนุษย์มานานตั้งแต่สมัยอาดัมกับอีวา และเพราะงูนี่เองที่ทำให้เราๆได้เกิดกันมาโลกนี้ (งูเขายุให้อาดัมขโมยแอปเปิลพระเจ้ากิน อย่าเพิ่งคิดไปงูอื่นกันนะจ๊ะ เดี๋ยวก.บ.ว.จะมาล้มบล็อคผม)
    หรือจะเป็นแนวศาสนาพุทธเราก็ได้ยินเรื่องพญานาคกันบ่อยจนนึกว่าเป็นนิทานหลอกเด็กของคนโบราณไปซะแล้ว งั้นเขยิบมาดูของใกล้ตัวที่เห็นตัวอย่างได้ชัดหน่อยเป็นไรครับ ว่างูที่เราเรียกอสรพิษเนี่ยอยู่คู่กับมนุษย์เรามาช้านาน ใช่แล้วครับ คำแรกที่ทุกคนคิดถึงเลย คือ "ไอ้เฒ่าหัวงู"
     
    จริงๆพักหลังนี่จะใช้คำว่า ไอ้เฒ่า นำหน้าอย่างเดียวก็คงไม่ถูกนัก เพราะหน้าละอ่อนหัวงู ก็เดินกันให้เกลื่อนเมือง เกลื่อนผับ หลักฐานคงไม่ต้องเอามาโชว์ เพราะเดี๋ยวจะมีรูปผมปนไปด้วย แหะๆๆ
    ทำไมถึงเรียก หัวงูนะเหรอครับ? คงเพราะในหัวมันคงจะคิดแต่ฉกไม่เลือก ขณะที่งูธรรมดาจริงๆมีหัวเดียว ฉกเหยื่อได้ทีละตัว ทีละคน ส่วนเฒ่าหรือหนุ่มหัวงูนั้น ระหว่างที่พ่นพิษคือฉกเหยื่ออยู่นั้น หัวที่เป็นคนมันก็ส่ายแส่หาเหยื่อรายต่อไป แทบจะเรียกได้ว่า...ทำงานกันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เหยื่อของงูประเภทนี้คือสาวๆเท่านั้นครับ หนุ่มๆที่อยากตกเป็นเหยื่อของบรรดา เผ่า"หัวงู"ทั้งหลาย ต้องผิดหวังคอตกไปตามๆกัน สันนิษฐานในเบื้องต้นว่างูที่อยู่บนหัวบุคคลเหล่านี้ต้องไม่ใช่งูจงอาง เลยมันไม่กินงูด้วยกันเอง
     
    ส่วนคำเปรียบเปรยอย่าง "ลิ้นสองแฉก" ที่เราๆคุ้นเคย(แล้วยิ่งภาวะการเมืองเช่นนี้ยิ่งเห็นชัดกันเข้าไปใหญ่) ก็ไม่พ้นมาจากลิ้นของงูอีกเช่นกัน ทำไมลิ้นงูถึงต้องเป็นสองแฉก? สาวยาคูลท์วานบอกทีครับ....
    สาวยาคูลท์ก็ตอบทันที "สามีอะฮั้นที่เป็นพนักงานอยู่ที่เสาวภาก็ไม่ทราบนะฮะ แต่แว่วๆมาว่า ขนาดอริสโตเติ้ลยังเคยคิดไปว่าลิ้นสองแฉกของมันทำให้มันกินอาหารอร่อยกว่าคนได้ถึงสองเท่า..."  เอ่อ....ไม่เป็นไรครับ มาดูบทสัมภาษณ์อีกชิ้นที่อธิบายเรื่องลิ้นของงู จากอาจารย์ซึ่งเป็นนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนคติกัต ประเทศอเมริกาว่า งูใช้ลิ้นสองแฉกเสาะหาแหล่งกลิ่น ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ที่ใช้หูสองหูฟังถึงที่มาของเสียง เอาล่ะสิครับ ลิ้นมันช่างสารพัดประโยชน์เยี่ยงนี้ ตามสำนวนไทยมันจะแปลว่าอะไร? ก็แปลว่าเป็นบุคคลผู้มีวาทะจำแนกแยกแยะว่าฝั่งใดควรจะเลีย ฝั่งใดควรจะถ่มถุยใส่ เมื่อเรื่องเข้าแฉกซ้าย มันก็ผสมพิษแล้วพ่นออกแฉกขวา นั่นเองครับท่าน
     
     
     ภาพประกอบลิ้นสองแฉกธรรมดาไป เราเอางูสองหัวมาให้ดู ตกลงก็เป็นลิ้นสี่แฉกนะครับ
    doublesnake
     
     
    ติดตามอ่านอสรพิษต่อได้ (ถ้าพิษสงมันยังไม่หมดแค่นี้) ส่วนตอนนี้ผมคงต้องกลับไปตายรังกับ เมียงู ดีกว่า เอิ๊กๆๆๆ

    ถอดใจ...วันเปิดเรียน

    โอ้โฮ วันนี้ไปเรียนวันแรก เพื่อนๆร่วมชั้นมีแต่อายุมากๆแล้ว ประมาณว่า เรียกคุณตาา คุณยายได้ทุกคน พอไปถึงห้องผมก็มองหาว่าคนไหนหว่าอาจารย์สอนเซรามิค อ้อ อยู่นั่นเองกะลังคุยโทรศัพท์ เหอๆๆๆ คนสอนคุยโทรศัพท์ซะเอง แล้วงี้เด็กๆ(นักเรียน)ในห้องก็คุยได้สิ ผมคิดอยู่ซักพัก อาจารย์ก็วางหูลง แล้วถามชื่อผม แล้วหันไปตะโกนบอกเพื่อนร่วมชั้นเสียงดังฟังชัดว่า
    "อ้า..พวกเราทุกคนยินดีต้อนรับนักเรียนใหม่หน่อยซิ..... ชื่อคิต จ้า"
     
    "ยินดีที่ได้รู้จักครับ...แหะๆๆ" ผมตอบ แล้วทั้งห้องก็โบกไม้โบกมือต้อนรับ แล้วครูก็พูดขึ้นต่อว่า
     
    "ส่วนมากาเร็ต เพื่อนพวกเราที่ลงมาแล้วสองเทอม ฉันเพิ่งวางหูไปตะกี๊นี้เอง เธอบอกว่าเพิ่งหัวใจวายไปสองครั้งซ้อน หมอเลยห้ามออกนอกบ้านมาอาทิตย์หนึ่งแล้ว คงอีกนานกว่าจะมาร่วมชั้นเรียนกับพวกเราได้"
     
    "น่าเสียดายจังเลย นี่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงตาพวกเราเนอะ" ลุงพอลพูดขึ้นบ้าง
     
    "อ่ะ เห็นมั้ยชั้นบอกแล้วว่าต้องหาหมอบ่อยๆ" โยโกะนั่งอยู่ข้างๆพูดตอบ
     
    แล้วอลิซาเบธก็ตอบทันควันว่า "ไม่เกี่ยวหรอก ดูอย่างตาด๊อกเตอร์ลูซิเฟอร์สิ มีอย่างที่ไหน ตัวเองเป็นหมอแท้ๆ ดั้นเป็นอัลไซเมอร์ ได้ข่าวว่าขับรถจะมาเรียนเองด้วยนะ"
     
    "เป็นโรคนั้นแล้วขับรถได้เหรอ?" โยโกะถาม
     
    "ได้ไม่ได้ไม่รู้ล่ะ แกขับของแก ฉันล่ะกลั๊วกลัวพวกเป็นโรคลืมเนี่ย อยู่ดีๆจะลืมกฏหมายขับมาชนชั้น ไม่ก็ลืมทางกลับบ้านตัวเองไหมเนี่ย?" อลิซาเบธพ้อ
     
    "นั่นสิ แล้วพวกเราก็คงอีกไม่นานเนอะ" ป้าที่นั่งข้างๆผมออกความเห็น แล้วแกก็หันมาเจอหน้าผมเข้า "อุ๊ยขอโทษ เธอน่ะยังหนุ่มยังแน่น อยู่ได้อีกนาน ดีแล้วล่ะมาเรียนตอนนี้"
     
    ผมก็ได้แต่นั่งเหงื่อแตกปนอมยิ้มว่า นี่เหมือนได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่เต็มไปด้วยญาติผู้ใหญ่ อีกครั้ง.....อีกเทอม
     

    เมื่อแม่ถึงคราวจะมีลูกสาว....

     
    "อะไรนะแม่ หมอดูบอกว่าจะมีลูกสาวเหรอ?"
    "อืม ดีจังอยากได้ลูกสาวมานานแล้ว"
    "แต่ว่า อายุมากแล้วนะคับ จะต้องอุ้มท้องอีกให้เหนื่อยทำไม"
    "อันนั้นไม่ใช่ปัญหาหรอก บอล"
    "แล้วปัญหาที่ว่าคืออะไรอ่ะคับ?"
    "ฉันไม่ได้ยุ่งกับพ่อแกแล้วน่ะสิ จะเอาที่ไหนมาท้อง"
    "เหอๆๆๆ แหม...แม่ก้อ โมโมทาโร่ยังเกิดในลูกท้อ นารีผลยังเกิดแต่ต้นไม้ แล้วยังยอพระกลิ่นอีกนะครับที่เกิดในกระบอกไม้ไผ่"
    "พอๆๆ ไม่ต้องแล้ว หมอดูคงดูแบบติดตลก"
    "ก็ดีนะจะได้มีน้องสาว แต่อายุคงห่างผมสามสิบปี ตลกดีนะแม่"
    "บ้าน่า เอ หรือว่า หมอเขาหมายถึงลูกชายจะกลายเป็นลูกสาว?"
    "เฮ้ย อย่ามองผมอย่างนั้นสิแม่"
    "ก็แกมันไม่มีแฟนเหมือนกะพี่กะน้องเขาซักทีนี่หว่า"
    "อ้าว ไม่มีแฟนแล้วไม่เห็นเกี่ยวเลยว่าจะต้องเป็นสาว"
    "ฉันว่าฉันเลี้ยงลูกมาก็รู้หมดนะ ไหนแกว่ามาซิ ว่าเป็นสาวหรือไม่เป็น"
    "โห มุขนี้ผมขาดทุนอ่ะแม่"
    กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดบทสนทนาระหว่างเรา ผมอยู่ใกล้กว่าจึงเอื้อมรับไม่เกินกริ๊งสาม
    "หวัดดีคับ ต้องการพูดกับใครครับ?"
    "ครับๆๆ แม่ครับ หมอดูเชียร"
    "หวัดดีค่า พี่เชียร กำลังคุยถึงอยู่พอดี เรื่องที่เอ่อ หนูจะได้ลูกสาวน่ะค่ะ"
    "อ๋อ เหรอคะ อ่ะ จริงอ่ะคะ? โห คงไม่ม้าง แต่ขอบคุณนะคะ สวัสดีค่ะ" แม่วางหูกริ๊ก
    "นี่ไอ้บอล หมอเขาบอกว่าแกนั่นล่ะเป็นต้นเหตุ"
    "โห อะไรอ่ะแม่ ไหนหมอเขาบอกว่าไง ผมเป็นเกย์ กะเทย สาวแตก หรือว่า พระเอกหนัง Brokeback Mountain? ฮ่าๆๆๆ"
    "หมอดูเชียรเพิ่งอ่านบล็อคแกตะกี๊นี้เอง เขาโทรมาบอกว่าเนี่ย ลูกฉันคนเนี้ย สาว............ไส้ให้กากิน "
    ผมนั่งนิ่งๆ........................
     
     
     
     
     
    "หมอดูคนนี้ แม่นจังแฮะ อิอิอิ"

    fountain2

    ดอกเบี้ย....ใต้ถุนร้าน

     
    พี่สาวส่งรูปหลานมาให้ดูเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยรูปไอ้ตัวเล็กนอนเปล พอดีว่างๆ เลยยืมรูปดอกไม้จากช่างถ่ายรูปที่ฝีมือดีๆ เห็นมุมแล้วชอบ (จริงๆก็ไปจิ๊กเขามาจากเนทนั่นล่ะ ขออนุญาตตรงนี้นะนาย)
     
     

    cosmos1 


    นี่คือภาพเดิมครับ ดอกคอสมอส
     
    หลังจากนั้นก็มาตัดเอารูปหลานออก แล้วเอาไปแปะในดอกไม้ ปรับแสงเล็กน้อย ก็ได้อย่างที่เห็นอ่ะคับ เหอๆๆ ว่างมากเลยจับหลานมาเป็นหนอนซะเลย หนอนผีเสื้ออ้วนๆ ใครอยากกินรถด่วนคำเดียวอิ่ม...เชิญทางนี้แม่เอ๋ยยยย
     

    cosmos2

    ศาสตร์แห่งการปั้นน้ำเป็นตัว

    "อะไรนะ แกจะไปเรียนวิชาที่ว่าเหรอ? เรียนไปทำไมวิชาโกหกพกลมอะไรนั่น ลูกคนจีนน่ะ เขาไม่สนับสนุนให้เป็นทนายหรอกนะ หัวหมอแบบไม่มีศีลธรรม" ป้าผมคนนึงกล่าวกับผมตอนก่อนเอนทรานซ์ นิติฯ (ซึ่งนานมาแล้ว) ผมฟังๆแล้วก็ไม่ค่อยเห็นด้วยซักเท่าไร ทนายดีๆ ก็มีเยอะแยะไป แต่เหตุผลของญาติผู้ใหญ่ อีกหลายๆคน คือ เราเลือกลูกค้าไม่ได้ เกิดลูกค้าทำผิดแล้วเราต้องแก้ให้เขาถูก เท่ากับเราช่วยคนผิดนั่นเอง

     

    แต่ตอนนี้ผมเพิ่งหาวิธีเรียนวิชาปั้นน้ำเป็นตัว อย่างไม่ผิดศีลธรรม....จริงๆจะเรียกว่าปั้นคงไม่ถูกนัก เพราะมันต้องตัดออก เรียกว่า "แกะสลักน้ำแข็ง" จะดีกว่าแฮะ

    วิชานี้อาจารย์ที่สอนก็เข้มงวดนิดหน่อย ไม่ใช่อะไรหรอก แกเคยเป็นทหารมาก่อนเล่นเอาทุกคนเกร็งๆเลยในวันแรก แต่พอหลังจากนั้น เมื่อลูกศิษย์บางคนที่แก่กว่าเริ่มแซวแก บรรยากาศตึงเครียดก็ค่อยๆคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น แบบที่เขาเรียกว่า "break the ice"

    เครื่องมือที่ใช้ก็ไม่มีอะไรมากครับ มีแต่สิ่ว กับคีมคีบก้อนน้ำแข็ง(สำหรับก้อนใหญ่ๆ) แต่ถ้าไฮเทคกว่านั้นก็ใช้เลื่อยไฟฟ้า และก็สว่านไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวก และประหยัดเวลา เพราะการแกะน้ำแข็งขึ้นอยู่กับการจัดการเวลาจริงๆ ไม่ใช่เอาออกมาทั้งก้อนแล้วจะแกะได้เลยนะครับ ต้องอุ่นให้ได้ที่(แต่ไม่ใช่ละลาย) น้ำแข็งจึงจะแกะง่าย แต่ถ้ากินเวลานานมากก็จะเสียทรงเอา และอาจแตกหักเอากลางคันดื้อๆ

    tools

    เราเริ่มเรียนจากการแกะชามน้ำแข็ง จนมาเป็นการแกะจากน้ำแข็งครึ่งก้อน และในที่สุดก็เต็มก้อน ก็ลองๆชมผลงานพวกเราดูละกันว่า ศิลปะแห่งการปั้นน้ำเป็นตัวของพวกเรา จะทำให้ท่านคล้อยตามหรือไม่ แหะๆๆๆ

    combo