Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    Dejavu

     

    I'm blue

     
     
          ครั้งแรกรู้จักกับต้นไม้ในวิชาส.ป.ช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (เด็กรุ่นหลังๆคงไม่ทัน) เด็กน้อยขาวตี๋คนหนึ่งอารามดีใจ ว่าต่อไปนี้จะปลูกต้นไม้อะไรก็ได้ด้วยมือของเขา เพียงด้วยแรงฟูมฟักเฝ้าเอาใจใส่เอ็นดูด้วยตัวเขาเอง จากเมล็ดพันธุ์ที่เล็กราวฝุ่นผงไร้ค่าจะงอกงามเป็นเหล่ากอแต้มสีสันให้ท้องทุ่ง ตี๋น้อยใจแล่นโลดที่จะมีส่วนทำให้โลกสดชื่นขึ้นด้วยร่างเล็กๆ ใครว่าเราตัวคนเดียวเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้
     
          มือเล็กๆ ค่อยบรรจงแกะซองบรรจุเมล็ดพันธุ์ไม้ดอกนานาสีที่แวะซื้อจากร้านขายของชำข้างบ้านขากลับจากโรงเรียน บานชื่น บานไม่รู้โรย ดาวเรือง หรือแม้แต่ตำลึง ฟักทอง มะเขือเทศ หัวใจอาตี๋บานเสียยิ่งกว่าดอกไม้ดอกใดบนโลกใบนี้ เขาวิ่งขึ้นบบดาดฟ้าของตึกแถวสี่คูหา เพราะหน้าบ้านเขาไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งสวยงาม ร้านขายอาหารตามสั่งมาเช่าที่อยู่ตั้งแต่เขาเกิดได้ไม่นาน เขาเกรงว่าไอร้อนจากเตาแก๊สใต้กระทะใบดำขมุกขมัวจะทำให้ดอกไม้ของเขาหม่นหมอง
     
          บนชั้นสี่ตึกหลังโรงหนัง ในตรอกแคบๆ ถัดออกไปเป็นตึกที่สูงกว่าสองชั้น ยังดีที่สวนบ้านติดกันเว้นช่วงที่ว่างให้บ้าง ไม่งั้นคงอดรับลม รับแดด เขาเลือกมุมที่ไกลที่สุดจากพัดลมระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศที่ทุกบ้านมักจะติดตั้งไว้บนดาดฟ้า.... อาตี๋ลืมสังเกตว่า ลมหายใจของเขาถี่ร้อนยิ่งกว่าลมที่มาจากเครื่องปรับอากาศข้างหลังตนเสียอีก
    ดินอย่างดีถูกโปรยลงในกระถางกองทับเศษก้อนหินขนาดย่อมที่ถูกบรรจงวางขวางรูกระถางดินเผาเพื่อเป็นทางระบายน้ำ มือขาวๆกลายเป็นดำในพริบตาหากแฝงไว้ด้วยความเฝ้าหวัง ห่วงใย หาใช่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสกิเลสละโมบแบบในสังคมเมือง สักวันมือที่แปดเปื้อนไคลเถ้าสองข้างนี้จะขาวสะอาดเพื่อรองรับกำไม้ดอกเอาไว้อวดใครต่อใคร
     
          วันแล้ววันเล่า ตี๋เฝ้ารดน้ำทุกครั้งก่อนไปโรงเรียน และหลังจากกลับมาบ้าน ใบเลี้ยงคู่แรกของแต่ละกระถางเขียวสดราวกับตั๊กแตนวัยรุ่นที่ออกหากินในวันแดดงาม ใบอ่อนม้วนคลายตัวยืดเส้นยืดสายหลังจากถูกบีบอัดไว้ในเมล็ดที่ดูแล้วจะเล็กกว่าก้านใบมันเองด้วยซ้ำ คงเพราะด้วยปุ๋ยและดินอย่างดีกับน้ำที่ตี๋เองก็แยกไม่ออกว่าน้ำที่รดลงไปนั่น เรียกว่าน้ำใจ ของเขาได้หรือเปล่า จากสองใบเล็กเขียวอ่อนเริ่มกร้านแดด เปลี่ยนเป็นใบเข้มมันขลับ
     
     
     
    ................................... สองรอบนักษัตรผ่านไป.................................
     
     
          วันนี้หนุ่มตาชั้นเดียวผู้พบผ่านกลไกโลกมาครึ่งชีวิตนั่งหน้าคอมด้วยใจเวิ้งว้าง สองสามวันก่อนเขายังเห็นผนังตึกคอนกรีตสีเทาเป็นม่านบางที่พริ้วไปกับลมเมืองที่แม้จะหอบไอร้อนจากเขม่ารถและแดดเปรี้ยง สำหรับเขามันคือไอน้ำที่ปลิวมาชะโลมม่านพริ้ว ชะลอความชุ่มชื่นเอาไว้ไม่ให้กร้านแห้งไปตามน้ำใจคนกรุง เสียงแตรเสียงก่นด่าบนท้องถนน ก็ไม่ต่างจากเพลงเพราะพริ้งที่ผ่านการพรมนิ้วบนเปียโนโดยมืออาชีพ มันกินใจและลึกเกินกว่าแค่ตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นจะบรรยายได้ สีหน้าผู้คนยุ่งเหยิงกลับทำให้เขาเห็นว่าความอบอุ่นที่เขามี ความรักที่เขาฝากหวังไว้กับใครซักคนหนึ่ง เป็นเหมือนเทียนที่ช่วยจุดให้เทียนเล่มอื่นสว่างได้โดยตัวเองไม่ต้องมอดไป กลับทำให้โลกที่ดูหม่นมืดจักสว่างด้วยแรงเทียนทุกเล่มที่เริ่มทอประกายจากเขาเล่มแรก บัดนี้เหมือนลมจากทิวทุ่งไกลแสนไกลพัดลิ่วลู่ทะเลหญ้า พระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะลับขอบฟ้า ยังทอแสงสุดท้ายเหมือนให้ความหวังกับหลายชีวิตว่ายังมีแสงสว่างหลงเหลืออยู่ในยามนี้ หน้าต่างที่ถูกเผลอเรอทิ้งไว้เป็นช่องทางให้ลมเอื่อยไร้พิษสงใดๆพุ่งพวยเข้ามา เพื่อถ่ายเทความร้อนในห้องชายหนุ่ม ทว่าฉับพลันมันทำลายความสว่างของเทียนทั้งหมดในห้อง ชายหนุ่มสะดุ้งรู้สึกตัวมองมุ่งหาความสว่างนอกหน้าต่างเห็นดอกไม้จากสวนเพื่อนบ้านด้วยแสงก่อนตะวันลับ พาลนึกถึงกระถางเล็กๆที่เขาเคยบรรจงประคบประหงมว่า...ต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ดพันธุ์ ดูแล้วสดใสงดงามรอวันเติบใหญ่ อนาคตอยู่แค่เอื้อม...ต้องเหี่ยวเฉาตายเน่าโรยร่วงไปก่อนที่จะผลิดอกแย้มสีสันแต้มโลกสีหม่นใบนี้ หมดแล้วเพียงเพราะเขา
     
    ใจร้อน รดน้ำมากไป เร็วไป.......เร็วเกินไป
     
     
     
     

    ...เมื่อยมะ มะเมื่อย...

    คืนวันหนึ่ง...นั่งดูหนังรอบเที่ยงคืนกับแม่หน้าทีวี
     
     
     
     
    แม่ผม        "บอล แกไม่เมื่อยบ้างเหรอ?"
     
     
    ผมนึกในใจ  เอ๊ะนั่งดูหนังกันบนโซฟา...ไม่เมื่อยนี่นา ไม่ได้นั่งยองๆหรือนั่งบนเก้าอี้เตี้ยๆ หรือว่าแม่ผมจะเมื่อย???
                   "ไม่เมื่อยครับ แม่เมื่อยเหรอ?"
     
     
    แม่ผม        "เห็นหน้าแกอย่างกะตูดตั้งแต่เช้า ไม่เมื่อยเหรอ?"
     
     
    ผม           "......ง่ะ....."

    ...ไปซะแล้ว...

    เพิ่งดูรายการเจาะใจที่แขกรับเชิญอธิบายอาการชาตามปลายประสาท ตามเท้าไล่มาขา หรือว่าจากนิ้วไล่มามือและแขน ก่อนที่จะเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว เธอก็บอกว่าจริงๆนะอยู่ดีๆก็เป็น ไม่มีอาการล่วงหน้าเลยว่าเพราะอะไร ผมจึงหวนนึกถึงเหตุการณ์เก่าๆ ที่เคยร่วมประสบการณ์แบบนี้มาก่อน โชคดีไม่เป็นอะไรมาก ถือว่ากรรมเก่ายังไม่หนักหนาเท่าไร นำมายกเป็นอุทาหรณ์แก่กันบ้าง
     
     
    วันก่อนเกิดเหตุ

    ผมต้องทำงานเตรียมของในครัวหั่นนู่นนี่ไปเรื่อย แต่มะเขือเทศตัวดีดันกลิ้งพลาดทำให้มีดเฉือนเข้าปลายนิ้วซ้าย แต่ก็ไม่เป็นไรทำแผลซักพักเลือดก็หยุด... ก็ทำงานปรกติไปได้ทั้งวัน พักกินข้าว เดินชนมุมชั้นวางของสแตนเลสที่ไหล่ข้างซ้ายไปทีนึง แต่ก็ไม่ได้เจ็บนานยังทำงานต่อได้ตามปรกติ
     
    ตอนเย็นพี่คนนึงวิ่งเอาการ์ดวันเกิดของน้องร่วมงานอีกคนมาให้เซ็น บอกให้ช่วยติดกาวกระดาษอีกแผ่นให้ด้วย ที่เขียนไม่พอ รื้อๆในลิ้นชักแล้ว คว้ามาได้แต่กาวตราช้าง เอาวะยังดีกว่าใช้เทปกาว น่าเกลียดพิลึก 
     
    พอเลิกงานแล้วก็ไปดูหนัง กลับไม่ดึกเพราะว่ามันตีสามแล้ว ควรจะเรียกว่าเช้าสิเนอะ เหอๆๆๆ นอนดีกว่า...
     
     
     
    เช้าวันรุ่งขึ้น

    รู้สึกตัวตื่นเพราะว่า คันหัวด้วยเหตุที่เมื่อคืนซักแห้ง(ไม่อาบน้ำ) นี่เอง 5555 เกาๆๆๆ เฮ้ย....ทำไมปลายนิ้วชาๆไม่มีความรู้สึก ว้ากกกกก ตาที่หลับอยู่ลืมโพลงขึ้นมาแบบไม่ต้องรั้งรอ เห็นเพดานห้องนอนเช่นเคย
     
    ผมสงสัยว่าจะเป็นอาการเริ่มต้นของเบาหวาน เพราะผมเล่นกินขนมซะยัดทะนานขนาดนี้ เอ๊ะหรือว่าที่มีดบาดเมื่อวานแล้วทำลายเส้นประสาทจนนิ้วชา เฮ้ย ลึกขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย? เอ๊ะจะเป็นอัมพฤกษ์ เอาน่าเป็นมือซ้ายยังดี มีมือขวา ไหนลองดูนิ้วต้นเหตุหน่อยซิ
     
    เฮ้อ... ค่อยยังชั่วครับ... พลาสเตอร์ยาที่ปิดไว้ก่อนกลับบ้านนี่เองเลยวางใจเอามือวางลงบนท้อง ตายังคงมองเพดานต่อไป เอามือขวาเอื้อมไปแกะพลาสเตอร์ยาออก พลางขำตัวเองว่าเฮ้อ วิตกจริตคิดไปต่างๆนานา แต่ว่าเฮ้ย....ปลายนิ้วมือขวาก็ชาๆไร้ความรู้สึก จับมือซ้ายแล้วรู้สึกว่าหนังกับเนื้อมันหนาๆ เฮ้อ ไม่ใช่พลาสเตอร์ยาอีกอันแน่ๆ อันนี้ชะรอยจะของจริงล่ะ ตายล่ะหว่า อาการที่สันนิษฐานไว้แต่แรกผุดขึ้นมาอีกระลอก แถมเป็นมือขวาด้วย ทำไงดีเนี่ย เอาน่ายังเหลือมือซ้ายให้ใช้งานถ้ามือขวามันต้องใช้งานไม่ได้ เเหงื่อแตกเลยยกมือขวาขึ้นมาดูให้เห็นกับตาหน่อย
     
    เฮ้อ... กาวตราช้างเปื้อนนิ้วเมื่อวานนี่เอง ตู......
     
     
     

    อุทาหรณ์ที่กล่าวไปตอนต้นนั้น...คือ มีสติ อย่าโก๊ะอย่างนี้นะครับท่าน แหะๆๆๆ

    สวนสัตว์เปิด

     
    วันนี้ตื่นมาแล้วรู้สึกสดชื่น นั่งๆนึกไปก็เหมือนกับวันนั้น.....
     
    วันแรกที่.... สวนสัตว์เปิดใกล้บ้านแห่งใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อคน(โดยเฉพาะเด็กๆ)ในชุมชม ใกล้แบบว่าเดินจากบ้านไปก็ได้ ยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว เพราะมันอยู่ตรงข้ามบ้านผมเลยครับ ผมรีบตื่นแต่เช้าเตรียมข้าวของ เพราะเล็งๆไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะจับจองตรงไหน รีบหอบข้าวของกุลีกุจอพะรุงพะรัง โชคดีที่อยู่ใกล้บ้านเลยวิ่งไปมาหลายรอบได้ เหอๆๆๆ
     
    ทุกอย่างในสวนสัตว์แบ่งเป็นสัดเป็นส่วน สัตว์ทุกชนิดมีที่ของตัวมันเอง ค่าเข้าก็ไม่แพงเรียกว่าเด็กๆจ่ายได้เอง หน้าประตูทางเข้ามีขายอาหารสัตว์อยู่นิดหน่อยเพราะเพิ่งเปิดวันแรกเลยยังไม่ค่อยพร้อม ตะกุกตะกักเรื่องหีบห่อและการทอนเงินบ้าง  แต่ข้อดีอีกอย่างคือ ผมไม่ต้องเสียค่าเข้าครับ เพราะอะไรเหรอเพราะว่าผมเป็นคนเปิดสวนสัตว์นี้เองน่ะสิครับ
     
    ที่ตั้งของสวนสัตว์ของผมก็อยู่หลังโรงหนัง โดยยึดตรงประตูทางออกที่เขาไม่ใช้แล้วด้านหลัง จะมีบันไดและรั้วให้เสร็จ ผมมีหน้าที่แค่เอาเสื่อมาทำฉากล้อมรอบ แล้วหอบกรง กล่องบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในอาณัติ เหอๆๆๆ ผมมีตั้งแต่แมงมุมกำลังตั้งท้อง ตัวอ้วนเป่ง แต่ตอนนั้นยังไม่ได้พันธุ์ตัวมีขนที่อยากได้มากมาเลย ถัดมาก็กรงนกหงส์หยกครับมีสามตัว ทั้งๆที่คนขายบอกให้เลี้ยงเป็นคู่ ผมต้องเผื่อมันตายเอาไว้ด้วย (ฮ่าๆๆๆ) เขยิบมากรงเอ๊ยกล่องข้างๆเป็นงูเขียวปากจิ้งจกครับ ตัวนี้ดื้อมาก ตอนอยู่ในบ้าน ชอบหนีออกนอกกล่อง หาก็ยากเพราะว่าตัวเล็ก วันนี้เลยต้องจับตามองเป็นพิเศษ เมื่อดูงูเสร็จถ้าก้มหน้าลงมาต่ำหน่อย จะเห็นกะละมังมีเต่าอยู่สองตัว อันนี้ไปยืมเพื่อนมาเพราะว่าที่บ้านไม่ให้เลี้ยงเต่า (จริงๆงูก็ไม่ให้เลี้ยงแต่ว่าแอบๆเอาคับ) เลยได้ตู้ปลาทองมาด้วยเลย มีปลาหัววุ้นสองตัว ปลาทองอีกสองตัว และเมื่อบ่ายหน้ามาตรงกรงสุดท้าย กระต่ายสองตัวอวบอ้วนปุกปุยก็นอนจ้องคนเข้าเยี่ยมชมตาแป๋ว   แน่ล่ะครับเมื่อมีเต่ากับกระต่าย อาหารที่ผมนำมาเสนอให้เด็กๆที่มาเที่ยวสวนสัตว์ในครั้งนี้ก็คือ ผักบุ้งนั่นเอง ส่วนปลาทองเราก็มีอาหารเม็ดแจกให้ผู้เข้าชมครับ
     
    ผ่านไปหนึ่งวัน วันแรกทำรายได้ไม่เลวได้มาห้าบาทเท่ากับค่าผักบุ้งหนึ่งกำพอดี ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มาอุดหนุนนะครับ คราวหน้าจะหาอะไรมาให้เข้าดูชมกันอีก
     
     

    มีน้องบางคนเคยถามผมว่า...ผมทำอะไรไม่เป็นบ้าง? ผมบอกว่าไม่รู้หรอกจนกว่าจะได้ทำ อันนี้ขอเอามาตอบได้ไหมว่าสวนสัตว์ก็เคยเปิดมาแล้ว ??? อิอิอิ

    ปลาอะไร....?

    หลายคนคงพอระแคะระคายมาบ้างว่าเวลารับน้องของคณะสถาปัตย์ แต่ละอาทิตย์จะเขาจะมีโจทย์ให้น้องรหัสแต่งตัว หรือคิดงานสร้างสรรค์ประมาณว่า...เอาชื่อฉายาพี่รหัสมาให้น้องนำเสนอ หรืออย่างครั้งหนึ่งตอนที่ผมเจอ พวกเราโดนโจทย์ "ปลา..."
     
    โห หัวหน้าชั้นปีต้องมานั่งทำลิสต์ว่าใครจะทำปลาอะไร ไม่ให้ซ้ำ แน่ล่ะครับพวกเราไม่ได้เป็นปลาสำลีทอดกรอบหรอกครับ มันเกินความสามารถ แต่มาลองดูคร่าวๆว่าตอนที่พวกพี่บอกให้พวกเรานำเสนอ "ปลา" มีดังนี้ครับ
     
    พี่ๆเขาจะเริ่มชี้คนที่เขาสงสัยว่าปลาอะไรออกมาทายกัน
     
    เพื่อนผมคนแรกมาในชุดกาวน์สีขาว มีที่ฟังหัวใจเต้นผู้ป่วย(ปลาหมอ)
     
    คนที่สองถือกระดาษหนังสือพิมพ์เป็นฉบับๆ แล้วฉีกทีละหน้า โยนลงพื้น....(ปาไปนู่น) แหะๆๆเล่นงั้นเลยนะ
     
    คนที่สามเดินอุ้มลูกบอลมาถึง ก็ปาเฉี่ยวหัวรุ่นพี่ไป รุ่นพี่"เฮ้ยอะไรวะ"  (ปาไม่โดนคับ) รุ่นพี่เริ่มเหงื่อตกสั่งหยุดบอกว่าคุณๆๆๆ ไหนมีไอ้คนที่จะปาโดนหรือเปล่า ไม่ต้องนำเสนอนะ พวกผมก็นั่งขำใหญ่ โชคดีผมไม่ได้นำเสนออะไรแนวนั้น ไม่งั้นคงเกรงๆเหมือนกันครับ แล้วผมก็หยิบคุกกี้ขึ้นมากินระหว่างเพื่อน ค่อยๆทยอยออกไปนำเสนอ ทีละคน แล้วถึงให้คนต่อไปขึ้นมา
     
    ต่อจากนั้นก็มีตั้งแต่ คนเอาธนูมาปักลงกระดานวงกลมแดงสลับขาว (ปักเป้า)
     
     มีสองคนเดินติดมาด้วยกัน บอก(ปลาทูค่ะ)  แล้วอีกคนก็ใส่หน้ากากหลังหัว เป็น (ปลาทูน่า)
     
    มีอีกคนแน่กว่าเขาเอาแผ่นโฟมทำเป็นรองเท้าแตะ แล้วทาบหลังไว้ (ปลาตีนคับ)
     
    แล้วรายชื่อก็มาเรื่อยๆ อยู่กลุ่มนึง ออกมาสามคน มีผ้าใบติดหลังกันมาใส่หน้ากาก แล้วแนะนำตัวกันว่า (ปาร์แมน) ที่ใส่กระโปรงและหน้ากากสีชมพูก็ (ปาร์โกะ) ส่วนคนที่สามนี่ก็ลำบากหน่อย ต้องอู้ๆอี้ๆ ทำท่าลิง (ปาร์บูบี้)
     
    เพื่อนสนิทผมอีกคนก็เดินออกมาในชุดนักศึกษา พวกพี่ก็มองหน้าว่าไม่ได้เตรียมตัวมาเหรอคุณ เพื่อนผมบอกว่าเตรียมครับ แล้วเป็นอะไรไหนว่าไป ผมเป็น ปานักศึกเสน ครับ (นายคิดแน่มากขอบอก) พวกเราฮากันกลิ้งครับ ขนมที่ผมถืออยู่กระเด็นตกพื้นเลย
     
    คนถัดไปก็พันสำลีมารอบตัวเลยครับ มาถึงไอ้เพื่อนผมคนนี้ก็ดึงสำลีมากระจุกนึง แล้วเอาไฟแช็คจุดไฟ โอวไม่...มันทำทอดกรอบไม่ได้ แต่มันทำ(ปลาสำลีเผา)ได้ครับ พี่ๆหมั่นไส้ เลยเอาไฟแช็คไปจุดสำลีตรงก้นเพื่อนผม เล่นเอาผมที่กำลังดื่มน้ำอยู่เกือบสำลัก ขำแทบตาย แล้วนี่เองทำให้พี่คนนึงก็มองมาที่ผม ตายล่ะหว่า ถึงคราวซะแล้ว พี่คนนั้นเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า "คุณๆ คุณเอาแต่ขำเพื่อน คุณแต่งเป็นอะไร"
    จริงด้วยครับผมแต่งตัวธรรมดาเสื้อยืดกางเกงขายาวรองเท้าเทนนิส สะพายย่ามผ้าฝ้ายสีหม่นๆ ผมมันจะปลาอะไรเนี่ย...
    ผมค่อยๆเดินไปข้างหน้าเพื่อนำเสนอ
     
    "คุณแต่งตัวอะไรเนี่ย กินแรงเพื่อนๆเขาจัง ไม่คิดเลย เห็นคุณเอาแต่ขำไปยัดไป ไม่หยุดมาตั้งแต่ต้นแล้ว ไหนว่าไป"
    ผมนาย xxxxx นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย xxxxx รหัสประจำตัว xxxx ผมเอามือล้วงย่ามหยิบขนมปังแซนวิชที่กินค้างอยู่ก่อนที่จะโดนเรียกขึ้นมากินต่อ แล้วพูดพลางแซนวิชอยู่ในปากว่า "ผมปลาแดก" ครับ
     
     
     
     

    หลายคนเดาว่าผมต้องเป็น ปาราดร (ภราดร) ตอนนั้นผมหล่อกว่าครับ เอ๊ย ไม่ใช่สิ ภราดรยังไม่ดังครับ เรื่องมันนานมากแล้วจริงๆ 555 ว่าแต่เอ ผมมีลางให้เป็นปลา(แดก)มาตั้งแต่ครั้งกระนั้นหรือนี่ เพิ่งนึกออก 555

    ต้องคำ"สาป"

    หลายคนไม่เชื่อว่า ไสยศาสตร์มีจริง ซึ่งผมก็ไม่เถียงครับเพราะไม่มีหลักฐานมาแสดงอยู่ดี แต่ผมคิดว่าในเมื่อ"พุทธคุณ"ท่านยังมีอยู่จริง "คุณไสยฯ(ด้านมืด)" ก็คงต้องมีอยู่ด้วยเพราะมันเป็นการสมดุลย์ในธรรมชาติ เหมือนหยินกับหยาง
     
    คงได้ยินกันบ่อย กับเรื่องเสกตะปู หนังควาย เส้นผม หรือแม้แต่เศษเล็บเข้าท้อง ซึ่งหลายรายการทีวีก็ได้ไปพิสูจน์มาแล้วว่า บางกรณีแก๊งค์สิบแปดมงกุฏต้มตุ๋นชาวบ้าน แต่บางกรณีก็พิสูจน์ไม่ได้ หมอหรือพยาบาลที่เอ็กซเรย์เจอตะปูของจริงอยู่ข้างในร่างกายผู้เคราะห์ร้าย เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลไม่มีข้อมูลที่หามาด้วยตัวเอง
     
    เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วผมยังจำได้ ตอนไปตลาดโต้รุ่ง เพื่อหาข้าวกินตอนตีสอง ไปกับพี่และน้องอีกสองคน ผมสั่งหอยทอด และน้ำแข็งเปล่า พี่ผมสั่งคะน้าหมูกรอบราดข้าว น้ำแข็งเปล่า น้องผมคนแรกสั่งบะหมี่เป็ด โค้กหนึ่ง น้ำแข็งเปล่าหนึ่ง และคนสุดท้ายสั่งข้าวต้มปลา กับชาดำเย็น
    พนักงานเสิร์ฟยกแก้วน้ำพลาสติกสีสดใสเต็มไปด้วนน้ำแข็งมาแก้วนึง น้ำเปล่าสองแก้ว โค้กหนึ่งขวด และชาดำเย็นในแก้วมีหูจับ พวกผมก็นั่งดูดน้ำล้างปากพลางรออาหาร น้องผมก็รินโค้กใส่แก้วน้ำแข็งแห้ง อีกคนก็ดูดชาดำเย็นจนเกือบครึ่งแก้วรวดเดียว ไม่นาน พนักงานเสิร์ฟก็ยกอาหารมา กับข้าวพวกเราน่ากินมาก หรือว่าอารามหิวก็ไม่ทราบ แต่ว่าทุกอย่างดูน่าเอร็ดอร่อยไปหมดครับ แล้วเราก็เริ่มลงมือจัดการสำรับที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่เกรงใจกัน ไม่ทันพริบตากับข้าวทุกอย่างเกลี้ยงจาน ผมรีบดูดน้ำเปล่าตามจนหมดแก้ว ประมาณว่าสงสัยชูรสคงเยอะแน่ๆ เพราะว่ายังไม่หายหิวน้ำเลยครับ พนักงานรีบกุลีกุจอมาเติมน้ำให้โต๊ะผม ส่วนเจ้าคนที่กินชาดำเย็นเลยต้องสั่งน้ำเปล่าเพิ่มอีกแก้ว คนที่สามไม่เท่าไร โค้กยังเหลืออีกครึ่งเทลงไปให้หมดก็พอดีได้แก้วที่สองครับ แล้วทั้งสี่ก็ดูดน้ำในแก้วหมดลงรอบที่สอง....
     
    แล้วเจ้าคนที่สามก็นั่งตัวแข็งทื่อราวกับโดนมนต์สะกด
    "เฮ้ย เจ้าสามเป็นอะไร?" ผมถาม เจ้าสามไม่พูดไม่จา แต่ผลักแก้วโค้กที่ดูดหมดแล้วมากลางโต๊ะ ทุกคนชะโงกหน้าไปดู แล้วก็ถอยครูดออกมาจากโต๊ะครับ
     
     
    แมลงสาปตัวเต็มวัย นอนสงบแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางก้อนน้ำแข็งบางๆที่ละลายเกือบหมดแล้วไม่กี่ก้อน ผมสงสัยว่าต้องเป็นแมลงสาปชื่อไทยชื่อนาก  ชื่อฝรั่งชื่อโรส เพราะว่าหลังจากเขี่ยออกมาบนโต๊ะดู เธอตายทั้งกลม แถมจมน้ำแบบไททานิค