Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork Tools Help

Blog


    Dejavu

     

    I'm blue

     
     
          ครั้งแรกรู้จักกับต้นไม้ในวิชาส.ป.ช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (เด็กรุ่นหลังๆคงไม่ทัน) เด็กน้อยขาวตี๋คนหนึ่งอารามดีใจ ว่าต่อไปนี้จะปลูกต้นไม้อะไรก็ได้ด้วยมือของเขา เพียงด้วยแรงฟูมฟักเฝ้าเอาใจใส่เอ็นดูด้วยตัวเขาเอง จากเมล็ดพันธุ์ที่เล็กราวฝุ่นผงไร้ค่าจะงอกงามเป็นเหล่ากอแต้มสีสันให้ท้องทุ่ง ตี๋น้อยใจแล่นโลดที่จะมีส่วนทำให้โลกสดชื่นขึ้นด้วยร่างเล็กๆ ใครว่าเราตัวคนเดียวเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้
     
          มือเล็กๆ ค่อยบรรจงแกะซองบรรจุเมล็ดพันธุ์ไม้ดอกนานาสีที่แวะซื้อจากร้านขายของชำข้างบ้านขากลับจากโรงเรียน บานชื่น บานไม่รู้โรย ดาวเรือง หรือแม้แต่ตำลึง ฟักทอง มะเขือเทศ หัวใจอาตี๋บานเสียยิ่งกว่าดอกไม้ดอกใดบนโลกใบนี้ เขาวิ่งขึ้นบบดาดฟ้าของตึกแถวสี่คูหา เพราะหน้าบ้านเขาไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งสวยงาม ร้านขายอาหารตามสั่งมาเช่าที่อยู่ตั้งแต่เขาเกิดได้ไม่นาน เขาเกรงว่าไอร้อนจากเตาแก๊สใต้กระทะใบดำขมุกขมัวจะทำให้ดอกไม้ของเขาหม่นหมอง
     
          บนชั้นสี่ตึกหลังโรงหนัง ในตรอกแคบๆ ถัดออกไปเป็นตึกที่สูงกว่าสองชั้น ยังดีที่สวนบ้านติดกันเว้นช่วงที่ว่างให้บ้าง ไม่งั้นคงอดรับลม รับแดด เขาเลือกมุมที่ไกลที่สุดจากพัดลมระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศที่ทุกบ้านมักจะติดตั้งไว้บนดาดฟ้า.... อาตี๋ลืมสังเกตว่า ลมหายใจของเขาถี่ร้อนยิ่งกว่าลมที่มาจากเครื่องปรับอากาศข้างหลังตนเสียอีก
    ดินอย่างดีถูกโปรยลงในกระถางกองทับเศษก้อนหินขนาดย่อมที่ถูกบรรจงวางขวางรูกระถางดินเผาเพื่อเป็นทางระบายน้ำ มือขาวๆกลายเป็นดำในพริบตาหากแฝงไว้ด้วยความเฝ้าหวัง ห่วงใย หาใช่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสกิเลสละโมบแบบในสังคมเมือง สักวันมือที่แปดเปื้อนไคลเถ้าสองข้างนี้จะขาวสะอาดเพื่อรองรับกำไม้ดอกเอาไว้อวดใครต่อใคร
     
          วันแล้ววันเล่า ตี๋เฝ้ารดน้ำทุกครั้งก่อนไปโรงเรียน และหลังจากกลับมาบ้าน ใบเลี้ยงคู่แรกของแต่ละกระถางเขียวสดราวกับตั๊กแตนวัยรุ่นที่ออกหากินในวันแดดงาม ใบอ่อนม้วนคลายตัวยืดเส้นยืดสายหลังจากถูกบีบอัดไว้ในเมล็ดที่ดูแล้วจะเล็กกว่าก้านใบมันเองด้วยซ้ำ คงเพราะด้วยปุ๋ยและดินอย่างดีกับน้ำที่ตี๋เองก็แยกไม่ออกว่าน้ำที่รดลงไปนั่น เรียกว่าน้ำใจ ของเขาได้หรือเปล่า จากสองใบเล็กเขียวอ่อนเริ่มกร้านแดด เปลี่ยนเป็นใบเข้มมันขลับ
     
     
     
    ................................... สองรอบนักษัตรผ่านไป.................................
     
     
          วันนี้หนุ่มตาชั้นเดียวผู้พบผ่านกลไกโลกมาครึ่งชีวิตนั่งหน้าคอมด้วยใจเวิ้งว้าง สองสามวันก่อนเขายังเห็นผนังตึกคอนกรีตสีเทาเป็นม่านบางที่พริ้วไปกับลมเมืองที่แม้จะหอบไอร้อนจากเขม่ารถและแดดเปรี้ยง สำหรับเขามันคือไอน้ำที่ปลิวมาชะโลมม่านพริ้ว ชะลอความชุ่มชื่นเอาไว้ไม่ให้กร้านแห้งไปตามน้ำใจคนกรุง เสียงแตรเสียงก่นด่าบนท้องถนน ก็ไม่ต่างจากเพลงเพราะพริ้งที่ผ่านการพรมนิ้วบนเปียโนโดยมืออาชีพ มันกินใจและลึกเกินกว่าแค่ตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นจะบรรยายได้ สีหน้าผู้คนยุ่งเหยิงกลับทำให้เขาเห็นว่าความอบอุ่นที่เขามี ความรักที่เขาฝากหวังไว้กับใครซักคนหนึ่ง เป็นเหมือนเทียนที่ช่วยจุดให้เทียนเล่มอื่นสว่างได้โดยตัวเองไม่ต้องมอดไป กลับทำให้โลกที่ดูหม่นมืดจักสว่างด้วยแรงเทียนทุกเล่มที่เริ่มทอประกายจากเขาเล่มแรก บัดนี้เหมือนลมจากทิวทุ่งไกลแสนไกลพัดลิ่วลู่ทะเลหญ้า พระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะลับขอบฟ้า ยังทอแสงสุดท้ายเหมือนให้ความหวังกับหลายชีวิตว่ายังมีแสงสว่างหลงเหลืออยู่ในยามนี้ หน้าต่างที่ถูกเผลอเรอทิ้งไว้เป็นช่องทางให้ลมเอื่อยไร้พิษสงใดๆพุ่งพวยเข้ามา เพื่อถ่ายเทความร้อนในห้องชายหนุ่ม ทว่าฉับพลันมันทำลายความสว่างของเทียนทั้งหมดในห้อง ชายหนุ่มสะดุ้งรู้สึกตัวมองมุ่งหาความสว่างนอกหน้าต่างเห็นดอกไม้จากสวนเพื่อนบ้านด้วยแสงก่อนตะวันลับ พาลนึกถึงกระถางเล็กๆที่เขาเคยบรรจงประคบประหงมว่า...ต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ดพันธุ์ ดูแล้วสดใสงดงามรอวันเติบใหญ่ อนาคตอยู่แค่เอื้อม...ต้องเหี่ยวเฉาตายเน่าโรยร่วงไปก่อนที่จะผลิดอกแย้มสีสันแต้มโลกสีหม่นใบนี้ หมดแล้วเพียงเพราะเขา
     
    ใจร้อน รดน้ำมากไป เร็วไป.......เร็วเกินไป
     
     
     
     

    เราคือผู้ไม่แพ้

     

    winner


     
    ความทรงจำที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกดีๆที่ผ่านมาก็ได้
    บางครั้งมันคือความทรงจำของช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต
    ช่วงที่เผชิญปัญหาหนักหน่วงหรือร้ายแรงจนกระทั่งทำให้บางคนเกือบจะคิดตัดปัญหาด้วยการจบชีวิต
    หากแต่ผ่านมาจะด้วยการฝ่าฟัน ความช่วยเหลือจากคนและสิ่งรอบข้าง หรือจะโชคก็ตามแต่
    เมื่อมองย้อนกลับไป เราก็ข้ามพ้นอุปสรรคนั้นมาได้
     
    แม้จะไม่มีคำตอบตายตัวว่าที่ทำลงไปนั้นถูกมากน้อยแค่ไหน
    แต่เราได้แก้ไขสถานการณ์ตรงนั้น วินาทีนั้นอย่างสุดตัว สุดความสามารถแล้ว
    ตรงนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจดจำ เพื่อใช้เป็นกำลังใจในการก้าวต่อ
     
     
    ใครจะรู้ ถ้าวันนั้นเราหยุดว่ายลงแค่ช่วงเศษเสี้ยววิ
    ลมหายใจที่ผ่านๆมาจนถึงบรรทัดนี้ก็เป็นเพียงแค่
     
    จินตนาการของผู้แพ้

      

    The Return of She-Whom-You-Know-Who

    have you?

     

    หลังจากวันนั้น ออดี้ ก็โดนใครต่อใครล้อเรื่องเอว่อนไปพักใหญ่ ทว่ายังไม่ครบอาทิตย์ดี.....สาวมิสทีนก็กลับมากินข้าวกับป้าผมสีดอกเลาอีกคนนึงที่เธอแนะนำว่าคือคุณแม่ของเธอนั่นเอง คราวนี้ออดี้จึงออกปากให้เพื่อนร่วมงานอีกคนไปบริการแทน เพราะกลัวถูกติงเรื่องโคโลญจ์ชาแนลอีก

    "มีเกี๊ยวน้ำหนึ่งถ้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อเผ็ดกลาง ราดหน้าหมูหมักและเบียร์สิงห์ขวดนึงนะครับ" บริกรทวนให้มิสทีนฟัง ก่อนสั่งอาหารทั้งหมดเข้าครัว คิดในใจว่าโต๊ะนี้ก็ไม่มีอะไรนี่นา ทำไมออดี้ถึงต้องหนีไปโต๊ะอื่นด้วย

    แล้วทั้งมื้อของครอบครัวมิสทีนก็ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยฝีมือเตเต้ บัณฑิตจุฬาฯที่มาหากำไรชีวิตด้วยการเรียนรู้ชีวิตที่อเมริกา งานบริการเป็นงานเสริมของเต้ระหว่างการเรียนต่อโทเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนหลายๆคนที่นี่ ด้วยความที่เตเต้เคยทำงานเป็นเซลล์แมนที่เมืองไทยจึงมีนิสัยคุยเก่งจึงแวะทักทายกับลูกค้าเป็นประจำ แต่ก็มิวายทำหน้าที่เสนอขายอาหารเพื่อเพิ่มยอด เอ๊ยเพื่อให้ลูกค้าได้ชิมอาหารหลากหลายด้วย เหมือนกับที่โต๊ะมิสทีนวันนี้เช่นกัน 

    มิสทีน "น้องๆ Check please"

    มือทั้งสองไพล่ไว้ที่ช่วงท้อง ยืนตรงแล้วเตเต้ก็ถามกลับไปว่า "ไม่รับอะไรเพิ่มเหรอครับ ทางเรามีของหวานเยอะแยะเลยครับ ทั้งไอติม กล้วยทอด ขนมปังปิ้ง และ.."

    มิสทีนมองดูรายการขนมแล้วก็ขัดขึ้นว่า "Ice-cream ที่ร้านนี้ใส่ Liquor ด้วยหรือเปล่า?"

    เตเต้ "ไม่ได้ใส่ครับเพราะลูกค้าเรามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ว่าเราทำเองเลยนะครับ ทั้งกะทิ ชอคโกแลต ชา...."

    มิสทีน "อุ๊ย Price ขนาดนี้ ใครจะไปกิน ไปซื้อ Supermarket ได้เป็น Quart quart"

    เตเต้ตกใจนิดหน่อยกับตรรกะของลูกค้าที่อยู่เบื้องหน้า "ไม่เป็นไรครับ แหะๆๆ" พลางหันหน้าไปยังหญิงชราร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างมิสทีน ผมขาวดัดฟูอยู่เหนือต้นคอทำให้เธอดูคอยาวขึ้น "แล้วคุณน้า ไม่รับอะไรอีกเหรอครับ? เรายังมีทีรามิสุ หรือขนมอย่างอื่นด้วยนะครับ"

    หลังจากฟังบทสนทนามาครู่หนึ่ง เมื่อโดนถามเจาะจงเช่นนี้หญิงชราก้มหน้าลงนิด เธอจับขาแว่นด้วยมือซ้ายดึงให้ออกมาอยู่ช่วงกลางสันจมูก แล้วเหลือบตาขึ้นมองเตเต้ก่อนเอ่ยปากตอบด้วยเสียงโทนสูงแต่ช้าๆแบบป้าใจดี "มีขนมอะไรไทยๆไหมล่ะ?"

    เตเต้ยกมือขวาที่ไพล่อยู่ ผายออกไปข้างๆแล้วตอบว่า "มีกล้วยทอด ขนมปัง(ปิ้ง)สังขยา แล้วก้อรวมมิตรครับ"

    หญิงชรา "ไม่ล่ะจ้ะ ป้าทำเป็น"

    เสียงผึง....ราวกับสายกีตาร์ที่ก้นบึ้งของพนักงานคนหนึ่งขาดลง.....เตเต้จึงตอบไปว่า"ไม่เป็นไรครับ งั้นเดี๋ยวจะเอาใบเสร็จมาให้นะครับ...ว่าแต่ทานเบียร์สิงห์ไปแล้ว ไม่ลองเบียร์ช้างบ้างเหรอครับ?" แล้วสำทับด้วยภาษาอังกฤษอีกรอบว่า

     

    "Have you tried beer Chang yet?"

     

     

     

     

    ...

    มิสทีนมาแล้วฆ่า

     

    VIP

     
     
    วันนี้ร้านยุ่งมากพอควร แต่อาหารและบริการก็ยังเป็นไปอย่างราบรื่น.....ผมแอบหวังว่าคงไม่มีใครทำอะไรพลาดให้ระบบต้องชะงัก
     
     
    "กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พี่บอลหนูรับไม่ได้แล้วค่า" เสียงน้องดี้โวยวายวิ่งเข้ามาในครัว เล่นเอาแม่ครัวทุกคนแทบหยุดทำงาน สายตาทุกคู่หันมามองที่น้องออดี้  สาวเอ๊ยหนุ่มร่างบอบบางดีกรีเกียรติ์นิยมจากเอแบค ที่มาเรียนต่อได้ครึ่งปี วิ่งมากระทืบเท้าในครัว
     
     
    "มีอะไร...น้ำร้อนลวกเหรอ เอาบัวหิมะไหม?" ผมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
    "ป่าวค่ะ พี่บอล ดี้โดนลูกค้าคนไทยด่าค่ะ" ดี้ตอบพลางศอกขึ้นดมใต้วงแขน ตรวจสอบกลิ่นกาย 
    "ไหนมีอะไร เรื่องอะไรกันถึงขั้นด่าเลยเหรอ?" ผมซัก
    "ดี้ไปเสิร์ฟลูกค้าค่ะ ยกอาหารวางปุ๊บ เขาก็ถามดี้ค่ะว่า น้องๆใช้ยาดับกลิ่นตัวหรือเปล่า?" ดี้เลียนทำนองเสียงแบบลูกค้า
    "แล้วเราใช้หรือเปล่า?" ผมหยอก เพราะรู้ดีว่า คนอย่างดี้ที่ดูแลตัวเองตั้งแค่ทรงผม คิ้ว ริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้า แถมหิ้วกระเป๋ากุชชี่ของแท้และมีหลายใบใช้สลับกันเสียด้วย คงไม่ยอมเสียชื่อเรื่องกลิ่นตัวเป็นแน่ อีกทั้งรองเท้าพราด้าเอย กางเกงแบรนเนมดังๆเอยที่ดี้สะสมมาสมกับเป็นเด็กเอแบค ผมยังจำได้ดีว่าผมขำเวลาดี้ชอบพูดว่า "อย่างดี้ต้องกุชชี่เท่านั้น" พร้อมกับทำหน้าเชิดๆตอนจบประโยคทุกครั้งไป
     
    "แหม พี่บอลคะ ไม่เชื่อมาดมเลยค่ะ เรื่องนี้หนูไม่เคยพลาด" ดี้ค้อนหางตามาที่ผม
    "เอ้า ต่อๆๆ เอาจานนี้ไปเสิร์ฟโต๊ะ 42 ก่อน" ผมเช็ดขอบจานแล้วยื่นให้เจ้าหล่อน
    "อุ๊ย โต๊ะนี้ล่ะค่ะ ดี้ไม่ไปค่ะ ให้คนอื่นไป" ดี้งอนจริง ผมเลยต้องเรียกพนักงานคนอื่นที่เข้ามาพอดียกออกไปเสิร์ฟให้ลูกค้า พร้อมกับยิ่งอยากรู้ว่า..อะไรกันนักหนา ดี้เห็นว่าผมไม่ทู่ซี้ให้ยกอาหารออกจึงเล่าต่อ "ดี้โกรธก็โกรธนะพี่บอล แต่ก็ตอบว่าใช้ ก่อนผละออกมาจากโต๊ะเขา ดี้ยังแอบดมเลยว่าของดี้น่ะ ยังหอมอยู่"
     
    "อ้าวก็ดีแล้วนี่"
    "มันไม่แค่นั้นค่ะพี่บอล....เขาแนะนำดี้ว่า....อย่างหนูน่ะต้องใช้เอว่อนสิจ๊ะ ถึงจะเหมาะ"  ดี้กระแทกเสียงก่อนกระฟัดกระเฟียด และขอย้ายโซนกับพนักงานด้วยกันไปเสิร์ฟแขกริมหน้าต่างแทน

    บุหงัน จัตุรบรรพ

    boongun04

     
     
     
        คุณน้าบุหงันวิ่งหน้าตาตื่นมาที่บ้านครอบครัวบุหงัน....
     
    "นี่ๆๆ พี่สุ เจ้าบุรินทร์มันจะมีเคราะห์นะ ห้ามมันออกจากบ้าน"เสียงคุณน้าบุหงันนำหน้ามาก่อนตัว
     
    "อะไรกัน วันนี้วันเกิดหลานนะ ไหงมาทักอย่างนี้ล่ะ" เสียงุคุณแม่ของบุหงันตอบรับแบบใจห่อเหี่ยว
     
    "ฉันเห็นตาบุรินทร์ หัวขาดในนิมิตเมื่อคืนน่ะสิ" น้าบุหงันพูดพลางวางกล่องของขวัญลงบนโต๊ะรับแขกที่มีทั้งกระเช้าและกล่องสีสันสวยงามเต็มไปหมด...
     
    "เอาน่า ให้พ้นวันนี้ก่อนได้ไหม เด็กมันกำลังสนุกๆกันอยู่" คุณแม่ของบุหงันขอผลัดผ่อน
     
    "ฉันก็มีหน้าที่เตือนเท่านั้นเองล่ะพี่สุ ไหนเจ้าบุรินทร์ กับบุหงันอยู่ไหนล่ะเนี่ย" น้าบุหงันชะโงกหน้ามองหาหลานๆ แต่ยังไม่ทันเจอใครก็ได้ยินเสียง
     
    "สวัสดีคร้าบบบบ น้าพร ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดคร้าบบ" เสียงเจ้าของวันเกิดวิ่งมากอดน้าสาวคนสนิท
     
    "เป็นไงเรา หนุ่มขึ้นอีกปีแล้ว ช่วงนี้ก็เพลาๆเรื่องเที่ยวหน่อย ไม่ต้องไปนอกบ้านให้เยอะนักล่ะรู้มั้ย" น้าพรตักเตือน
     
    "งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้...ผมจะอยู่บ้านช่วยคุณแม่ทั้งอาทิตย์เลยครับ" พูดพลางหันไปมองหน้าคุณแม่ที่หน้าเจื่อนๆอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "งั้นเดี๋ยวผมไปฉลองกับเพื่อนที่กรุงเทพฯต่อเลยนะครับ แหะๆๆ"
     
        บุรินทร์พูดจบก็สวัสดีลาน้าสาวก่อนจะวิ่งไปตามเพื่อนๆที่สวนหลังบ้าน ระหว่างที่วิ่งสวนกับคุณน้าและคุณแม่จะไปขึ้นรถหน้าบ้านนั่นเอง น้าพรก็ได้กลิ่นคาวเลือดปะทะอย่างแรง
     
    "ไม่ได้ล่ะพี่สุ เธอต้องตามเจ้าบุรินทร์ไปแล้วล่ะ ฉันว่าวันนี้แน่ๆ" น้าพรบอกแม่ของบุหงัน
     
    "ทำไงดี เดี๋ยวต้องไปบอกบุหงันให้ช่วยดูแล เก็บกวาดให้หน่อย ยังไม่ได้จัดการเรื่องค่าของค่าอาหารเลย" แม่ของบุหงันเลิกลั่ก
     
     
     
     
     
    สิบห้านาทีผ่านไป บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่กรุงเทพฯ
    แม่ของบุหงันขับรถอย่างระส่ำระส่าย มองซ้ายมองขวาหารถของลูกชาย ด้วยความรีบทำให้ไม่ได้หยิบโทรศัพท์มือถือติดตัวมา ไม่งั้นคงพอจะโทรถามได้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว คิดย้ำสลับกับเสียงเตือนของน้องสาวตนอยู่ไม่รู้กี่รอบได้...ก็เห็นว่าเด็กวัยรุ่นสองสามคนยืนคุยมือถือตรงไหล่ทาง แม่ของบุหงันรู้สึกเย็นหลังวาบ นั่นเพื่อนตารินทร์ลูกชายตน
     
    รถฮอนด้า ซีวิคสีแดง โหลดต่ำจนดูเหมือนวิ่งไม่ได้จริงอยู่ข้างทาง นอนหงายด้วยสภาพหน้ารถยับเยินเหมือนกระดาษโดนขยำโยนทิ้งไว้บนถนนด้วยฝีมือคนมักง่าย ... เด็กวัยรุ่นสามยืนล้อม ร่างเพื่อนตนที่เมื่อครู่ยังตื่นเต้นอยู่กับของขวัญวันเกิดตัวเอง......
     
    "รินทร์ ลูกแม่"
    แม่บุหงันวิ่งริ่เข้าลงไปจะโอบลูกมาไว้ในอ้อมกอด.... ไม่ลืมที่จะถอดรองเท้า น้ำตาไหลพราก แต่ก็ยังแหงนขึ้นฟ้า พูดต่อด้วยเสียงสั่นๆ ราวกับเส้นเสียงโดนบีบเค้น..
     
    "...ลูกต้องไม่ตาย ลูกต้องไม่ตาย..."  เป็นเสียงที่บุรินทร์ได้ยินก่อนที่จะวูบไป.......และตื่นมาในโรงพยาบาลหลังจากนั้นอีก สิบหกชั่วโมง
     
     
     
     

    คุณน้าของบุหงันฝากมาบอกว่า... เทคนิคนี้อยู่ตรงที่ว่า....เมื่อไรที่มีการขอร้องให้กับบุพการีหรือลูกของตน
    ข้อที่ควรกระทำคือหนึ่ง...เท้าติดดิน สองแหงนหน้าขึ้นฟ้า เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนรับรู้ แล้วกลไกทั้งหมดจะทำงานของมันเอง
     
    เหมือนจะเรื่องแต่ง จึงควรใช้วิจารณญาณในการอ่านคร้าบบ
     

    รหัสลับ โต๊ะสิบเอ็ด

    เมื่อต้นปีมานี่เอง...ผมได้มีโอกาสไปฝึกพนักงานร้านอาหารสาขาสอง... ใช้เวลาอยู่สามอาทิตย์ทุกอย่างก็จึงเข้าที่
    ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก แม้ว่าที่ร้านจะไม่ได้โฆษณาเลยก็ตาม ไม่น่าเชื่อว่าจะมีลูกค้าคนไทยมาอุดหนุนกันอย่างไม่ขาดสาย
    แม้แต่เจ้าของร้านหรือแม่ครัวร้านต่างๆก็ทะยอยกันมากิน อย่างเปิดเผยตัวบ้าง และไม่เปิดเผยตัวบ้าง
    ...ต้องขอขอบคุณไว้ตรงนี้อีกครั้งนะครับผม...
     
    เพื่อไม่ให้เป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เราจึงต้องใช้รหัสลับเวลานินทาลูกค้า ฮ่าๆๆ อย่าว่าผมเลยนะครับ...
    มันต้องมีกันบ้างเวลาจะคุยถึงลูกค้าโดยไม่ให้เขารู้ตัว ถ้าคำย่อหรือโค้ดเหล่านี้กระทบใคร เราต้องขออภัยไว้ด้วย
    เพราะว่ามีไว้ใช้สื่อสารกันในหมู่พนักงานทำร้านอาหารครับ และแต่ละร้านก็อาจจะเหมือนหรือต่างกันไป
    ...ทั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เชื้อชาติใดๆทั้งสิ้นครับผม...
     
    ว่าแต่ผมจะโดนประณามไหมเนี่ย เอารหัสลับมาเปิดเผย?
    งั้นมาลองเดาคำเหล่านี้ดูกันครับว่าหมายถึงอะไร จะเฉลยให้ข้างล่าง
    ดูคำใบ้ได้จากในวงเล็บนะคร้าบบบบบ
     
     
    หมวดเชื้อชาติ
    ชาวเหงียน (มาจาก...เหงียนด้งด่ำกำเดย)
    ตี้ (มาจาก...ขี้)
    ปึ๊ด (มาจาก...ปึ๊ดปี๋อ)
    หัวทอง (มาจาก...ผมบลอน)
    เอ็ม (มาจาก...เอ็มอีเอ็กซ์)
     
    หมวดทั่วไป
    เขี้ยว (มาจาก...งู)
    ญาติ (มาจาก...ญาติผู้ใหญ่)
    โดน (มาจาก...โดนของ)
    แรง (มาจาก...พลังแรง)
    ปราบเซียน (มาจาก...เหนือยฟ้ายังมีฟ้า)
    เทวดา (มาจาก...น่าเคารพบูชา)
    สิว (มาจาก...สิ่งอุดตันรูขุมขน)
    เพื่อน (มาจาก...สนิท)
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     

    ชาวเหงียน (ชาวเวียดนาม) ตี้ (ชาวแขก...ตี้) ปึ๊ด (ดำปึ๊ดปี๋อ ชาวผิวดำ) หัวทอง (ชาวอเมริกัน) เอ็ม (ชาวเม็กซิกัน)
     เขี้ยว (วางทิปน้อย) ญาติ (พนักงานตรวจจาก Health Department)
    โดน (โดนเก็บค่าบริการไปแล้ว) แรง (กลิ่นแรง...บรึ๋ย) ปราบเซียน (ลูกค้าที่ไม่อยากมีใครเข้าไปบริการ) เทวดา (ลูกค้าโต๊ะที่ทิปดี)
    สิว (ลูกค้าที่นั่งหรือยืนขวางทางเดิน) เพื่อน (ลูกค้าที่มาจนจำขึ้นใจมีทั้ง...เขี้ยวและเทวดาครับ)

    ...เมื่อยมะ มะเมื่อย...

    คืนวันหนึ่ง...นั่งดูหนังรอบเที่ยงคืนกับแม่หน้าทีวี
     
     
     
     
    แม่ผม        "บอล แกไม่เมื่อยบ้างเหรอ?"
     
     
    ผมนึกในใจ  เอ๊ะนั่งดูหนังกันบนโซฟา...ไม่เมื่อยนี่นา ไม่ได้นั่งยองๆหรือนั่งบนเก้าอี้เตี้ยๆ หรือว่าแม่ผมจะเมื่อย???
                   "ไม่เมื่อยครับ แม่เมื่อยเหรอ?"
     
     
    แม่ผม        "เห็นหน้าแกอย่างกะตูดตั้งแต่เช้า ไม่เมื่อยเหรอ?"
     
     
    ผม           "......ง่ะ....."

    เคยบิดเบือน

     
     
     
    เด็กๆผมแอบน้อยใจเพราะบ้านอยู่แถววงเวียนใหญ่
    ใครๆก็ชอบล้อว่าลูกหลานพระเจ้าตาก กินแล้วชักดาบอยู่ร่ำไป
    จวบจนบัดนี้ เมื่อเติบโตขึ้น ได้รับรู้ข่าวสารมากขึ้น
     
    ...ผมดีใจและภูมิใจแทนคนไทยที่เราทุกคนก็เป็นลูกหลานท่าน...
    เหมือนกับที่เราเป็นลูกหลานของในหลวง"พ่อของแผ่นดิน"นั่นเอง

     
     
    พวกเราเองคงเคยได้เรียนประวัติศาสตร์กันมาว่า...พระเจ้าตากสินมหาราชหรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มีพระนามเดิมว่า “สิน” พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗ เป็นบุตรของ “ นายไหฮอง ” และ “ นางนกเอี้ยง ”
     
    จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า...พระราชมารดาของพระเจ้าตากสินคือนางไหฮองเป็นหนึ่งในนางสนมในสมเด็จพระธรรมราชาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ)  ส่วนนางนกเอี้ยงนั้นเป็นชื่อสมมติขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับกลลวงเรื่องชื่อบิดา ที่ต้องทำแบบนี้เพราะสมัยอยุธยาตอนปลายนั้นมีการโค่นบัลลังก์ ลอบปลงพระชนม์กันไม่เว้นแต่ละราชวงศ์ จึงต้องบ่ายเบี่ยงเรื่องตระกูล...
     
    พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์นอกจากจะเรื่องกู้เอกราชให้บ้านเมืองแล้ว ... ยังทรงเป็นอีกหนึ่งพระองค์ที่ช่วยทนุบำรุงศาสนาพุทธ เพราะหลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง ซึ่งเสียหายมากจนท่านเห็นว่าไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก ถึงจะใช้เงินมากมาย..พม่าก็รู้จุดอ่อนเมืองดีแล้ว จึงต้องย้ายเมืองหลวงกัน นั่นจึงเป็นที่มาของกรุงธนบุรี
     
    เพี่อก่อตั้งและบำรุงบ้านเมืองต้องใช้เงินมากมาย...สมัยนั้นไม่พ้นประเทศจีนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ  รัฐบาลการปกครองสมัยพระเจ้าตากสินมหาราชจึงเป็นหนี้ประเทศจีนอยู่มาก ทว่าในสัญญา(สมัยนั้น)ออกจะโดนเอาเปรียบตรงที่ว่าประเทศจีนขอทวงเงินคืนเมื่อใด หากสยามประเทศไม่มีให้ จะต้องทำการยกดินแดนบางส่วนให้จีนตามที่ต้องการทันที....  บุญของสยามประเทศที่เกิดการเปลี่ยนแผ่นดินจึงไม่ต้องเสียดินแดนไป
     
    พระเจ้าตากเคยรับสั่งกับคนสนิทของท่านว่า..."คนจีนมีบุญคุณกับท่านมาก หาทางใช้หนี้คงไม่หมด" ก่อนที่จะเกิดการผลัดบัลลังก์
     
    เรื่องบางเรื่องที่พวกเราได้ยินนอกบทเรียนอันได้แก่ พระเจ้าตากทรงสติวิปลาสนั้น ท่านเองก็เคยคุยให้พระอริยสงฆ์บางรูปฟังว่าคงเป็นธรรมดา ที่แม่ทัพจับดาบรบราฆ่าฟันมามากอยู่ดีๆหันมานุ่งขาวห่มขาว คงห้ามไม่ให้ชาวบ้านเขาคิดไม่ได้ว่าท่านบ้า แต่ท่านทรงเห็นว่าทำบาปมาเยอะแล้ว ขอให้ตนได้ทำกุศลบ้าง...จึงทรงสละราชสมบัติออกผนวชนั่นเอง
     
    หรือบางเรื่องที่ยิ่งไปกว่านั้นว่าท่านโดนปลงพระชนม์ ก็มีเค้าอยู่บ้างเพราะว่ากลางดึกคืนหนึ่งท่านโดนบังคับให้สึกจากสมณเพศ ทว่ามีพระสหายท่านหนึ่งที่หน้าตาละม้ายคล้ายท่านและร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมานาน ยอมโกนผมนุ่งผ้าเหลืองออกจากโบสถ์คืนนั้นแทนพระองค์ท่าน แล้วบุรุษผู้นั้นก็โดนทุบด้วยท่อนจันทน์ตายแทนพระองค์... เรื่องฝีมือคนทำท่านเองก็บอกว่าช่วงนั้นมีกบฏแผ่นดินเยอะ หลายก๊ก หลายพวก พวกที่ทำแบบนี้ก็เพื่อหวังจะเอาหน้ากับเจ้านายหรือพระเจ้าแผ่นดินซึ่งก็คือรัชกาลที่ ๑ โดยที่ท่านไม่รู้เรื่องว่าพวกกบฏใต้ดินเหล่านนี้แอบอ้างคำสั่งท่าน ท่านจึงทรงเตือนชาวจีนทั้งหลายด้วยอีกว่าให้มองอย่างรอบคอบอย่าไปพึงชังพึงโกรธเกลียดบุคคลใดราชวงศ์ใดเพียงเพราะความจริงก็ได้ถูกเปิดเผยแล้ว....
     
     
     

    ๒๘ ธันวาคม ของทุกปีคือวันพระเจ้าตากสินมหาราช

     
     
     
    ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
    ข้ากระหม่อมชาว"วงเวียนใหญ่"
     
     

    Fashion Show ตอนสาม

     
     
     
    ....ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป...
    ...แสงสีที่สวยสดใส นั้นเป็นจิตใจที่สดใสเสรี
                                                                                        เพลงหางเครื่อง
     
     
     
    Isadora McKenna Ostrom แม้ว่าเธอจะติบโตที่รัฐโคโลราโด ท่ามกลางธรรมชาติ โทนสีที่น้อยนิด ความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย และแฟชั่นแบบท้องถิ่นที่สืบต่อกันมา
    แต่ก็กล้าพูดได้ว่าเธอเป็นศิลปินที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองสูง งานในครั้งนี้เธอจงใจดึงป๊อป ที่เปิดตามผับบาร์ทั้งหลายที่เกลื่อนเมืองลอสแองเจอลีส สีสันสดในมาจากแสงไฟของบรรดาผับเหล่านั้น ในขณะที่ก็ยังมีความเป็น "ขยะ" ซ่อนในตัวมันเอง 
    คุณเห็นด้วยกับคำว่า ศิลปินที่มีเอกลักษณ์แห่งตัวตนสูง ในตัวเธอไหม?
     

     
    neon1 ไม่ต้องตกใจครับ นางแบบ นายแบบมีน้อย ใช้สอยกันอย่างประหยัด..

    ลองนึกตามว่าคุณ ใส่ชุดในคอลเลคชั่นเธอ...  neon2



    neon3  เด็กๆคือผ้าใบขาวสะอาด....เมื่อโตแล้วก็สาดสีใคร สีมัน

     ชิ้นที่เห็นถึงคอนเซปท์เธอง่ายที่สุด(ในความคิดผมครับ)  neon4


    Fashion Show ตอนสอง

     
     
     
    ....ชนใดไม่มีดนตรีกาล   ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก....
                                                                                        รัชกาลที่ ๖
     
     
     
    วันนี้ขอเสนอผลงานของ Christina Delion เธอบอกเธอชอบร็อคและขอย้ำว่า เวลาฟังต้องเปิดเพลงดังๆด้วย เสื้อผ้าที่ออกแบบจึงมีกลิ่นอายสีเข้ม ลุ่มลึกปนอยู่.... เธอบอกว่ากลุ่มลูกค้าเธอคือคนที่อยากเป็นเป้าสายตาท่ามกลางผู้คน คุณล่ะเห็นด้วยกับเธอหรือไม่?
     

     
    show21 อย่ากระชากแรงกว่านี้นะแม่คุณ...

    เปิดอีกนิดดดด...  Show22



    Show23  เจ้าของชุดบอกว่า ชุดของเธอ ชายก็ใส่ได้ หุหุหุ

     มาดูกระโปรงสั้น(หน้า)กันบ้าง  Show24



    Show25 ผมว่ายังผ่าแพ้ชุดกี่เพ้านะครับเนี่ย...

    Fashion Show ตอนหนึ่ง

     
     
     
    ....ดนตรีเป็นเครื่องแสดงออก และเครื่องมือสื่อสารของคนเรามาช้านาน....
     
     
     
     
    โจทย์ของแฟชั่นที่โรงเรียนมอบให้แก่เด็กนักเรียนเทอมสุดท้ายของโรงเรียนปีนี้คือ.."ดนตรีที่ฉัน/ผมชอบ" ไม่ว่าจะเป็นแจ๊ส ร็อค ป๊อบ คลาสสิค หรืออัลเตอร์เนทีฟ ก็ล้วนแต่ช่วยสื่อความคิดสร้างสรรค์ของแต่ละนักออกแบบมาได้เป็นอย่างดี
     
    Photobucket - Video and Image Hosting ตั๋วบัตรเข้าชมครับ

    โคมไฟสวยงามก่อนเข้างาน Photobucket - Video and Image Hosting



    Photobucket - Video and Image Hosting  ดนตรีโหมโรงวง 5 Second Rule

    Photobucket - Video and Image Hosting



    Photobucket - Video and Image Hosting

    Photobucket - Video and Image Hosting


     
    วันนี้ขอพาไปชมตัวอย่างจากนักออกแบบคนแรก
    Tawicha Knapp คุณแม่ลูกหนึ่งชาวไทย อายุแค่สามสิบนิดๆ
     
    แต่เนื่องจากผมไม่มีความรู้ด้านแฟชั่น จึงขอนำภาพมาให้ชมกันคร่าวๆก็แล้วกันนะครับ แหะๆๆๆ

    .....หลอก......

    .
    .
    .
    .
    .
    วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน
     
    วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน
     
    วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน
     
    วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน
     
    วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน วีน
     
     
     
     
     
     
     
    สุขสันต์วัน ห้า โหล วีน นะคร้าบบบบบ
     
     

    อยากจะร้องดังๆ

     
     
     
     
    ผม        "เจ๊นัน โต๊ะสี่แกงกะหรี่ไม่เอามัน"
    แม่ครัว    "จ้า"
    ...
    ผม        "ได้ยังครับกะหรี่ไม่เอามัน"
    แม่ครัว    "เดี๋ยว เพิ่งตั้ง"
    ...
    ...
    ผม        "ได้ยังคับกะหรี่ไม่มันน้า อย่าลืม"
    แม่ครัว    "เอ๊ะ เร่งจัง"
    ผม        "อ่ะไม่เร่งก็ได้แต่กะหรี่ไม่มันนะคับ"
    ... 
    ...ผึง...
    ...
    แม่ครัว    "กะหรี่ไม่มัน ก็ไปหาเมียที่บ้านสิไอ้บอล"

    .....เน่าสนิท......

     
     
     
     
     
    หลายคนได้ยินคำนี้คงนึกถึงละครหลังข่าวช่องต่างๆที่พากันออกมาตบจูบๆ แม่ผัวเกลียดสะใภ้ หรือว่าลูกเศรษฐีโดนสลับตัวตั้งแต่ยังเด็ก หรือถ้าสมัยใหม่หน่อยนางเอกก็จะแก่นแก้วกะโหลกกะลาแต่โดนปราบพยศได้จากพระเอกหนุ่มีตระกูลเรียนสูงล้ำฟ้า....ว่าไปเรื่อยๆ ฯลฯ
     
     
    ทว่า การเขียนความ "เน่าสนิท" ครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับละคร
     
    หรือจะเป็นเรื่องการเมืองการปกครองของบ้านเรา....ที่ผ่านๆมาก็เห็นกันทุกยุคทุกสมัยจนเป็นเรื่องปรกติในสายตาคนอายุเกิน 25 ว่านายกอยู่ได้ไม่ถึงสี่ปี(เสียส่วนใหญ่) คนที่อายุมากกว่านั้นนิดหน่อย ก็จะรู้ว่ารถถังบ้านเราไม่ได้มีไว้ยิงตอนออกรบ แต่มีเพื่อใช้แสดงอำนาจว่าใครกุมอำนาจทหารได้แล้วเท่านั้น แต่ว่าผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายยังคงรักเด็ก ดูได้จากการกระจายกำลังกองรถถังให้เด็กๆและประชาชนได้เข้าชื่นชมอย่างใกล้ชิด 555 แต่ผมว่านะ งบตรงนี้เอาไปพัฒนาเขาดิน สวนสัตว์อื่นๆ พิพิธภัณฑ์หรือท้องฟ้าจำลองน่าจะดีกว่า ตอนเด็กๆผมจะดีใจมากถ้าหากโรงเรียนพาไปเที่ยวสถานที่เหล่านี้....พอห่างจากนั้นมาแค่ไม่กี่ปี ผมผ่านไปที่ท้องฟ้าจำลองครั้งที่สุดท้ายตอนม.ปลาย(ซึ่งก็นานโขแล้วครับ)เห็นมีวัยรุ่นติดยาสองคนกำลังแกล้งเด็กประถมที่โรงเรียนพาไปทัศนศึกษา....เสียดายที่ผมต้องขึ้นรถเมลล์ไปก่อนไม่งั้นคงได้โดนมีดจากสองอันธพาลนั่นเสียบเป็นแน่แท้ 5555
     
     
    แต่แน่นอนคงไม่ขอกล่าวถึงคลองแสนแสบ...จะบอกว่าทุกวันนี้ยังดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมายนัก (ผมรู้ได้ไงน่ะเหรอ? ฟังจากพี่ที่เขาเพิ่งกลับไปเมืองไทย และอาศัยบริการเรือด่วนในลำคลองนี้สิครับ อิอิ) แต่ก่อนนี่นอกจากน้ำคลองที่เน่าสนิท เรือด่วนทั้งหลายก็แข่งกันราวกับว่าชีวิตนี้ข้าเหลือวันเดียว ขอใช้วันสุดท้ายให้คุ้ม ลูกเรือผู้โดยสารชะตาขาดทั้งหลายก็ต้องทำบุญกรวดน้ำสาปส่งกันทุกวันเมื่อก้าวท้าวขึ้นโป๊ะ (สาปส่งตอนนั่งบนเรือไม่ได้เพราะเรือบริการเหล่านี้มีกระเป๋าฝีปากมารไว้ประดับบารมีทุกลำครับ)
     
     
    อ้าว พล่ามมาเสียนานจะบอกว่า เรื่องการเมืองและคลองแสนแสบก็ยังไม่เน่าเท่า เพราะที่เน่ากว่านั้น
     
     
    สเปซผมเอง  แหะๆๆๆ
     
     
     
     
    ขออภัยพี่ๆน้องๆเพื่อนๆนะครับ....ที่ผ่านๆมามัวแต่หลงระเริงอยู่ใกล้ๆแถวๆสเปซนี่ล่ะครับ แต่นานน้านทีแวะเข้ามา จนคนอื่นๆตัดญาติไปหมดแล้ว แหะๆๆ จะบอกว่า...ของเล่นจำพวกเกมกดเกมคอมพิวเตอร์มันก็สนุกดี ผมว่าบางทีก็ต้องพักจากมัน ไปเล่นลูกข่าง ไปเล่นวิ่งไล่จับ ซ่อนหา ทอยกอง ดีดลูกหิน ช้อนปลากันบ้าง ให้รู้ว่ากิจกรรมโบๆ(โบราณน่ะ) ก็มีอะไรแอบแฝงซ่อนเร้นเพื่อการพัฒนาเหมือนกัน เขาเรียกภูมิปัญญาเฟ้ย ขอบคุณบรรพบุรุษทุกท่าน ณ ตรงนี้เลย
     
     
     
    ว่าไปแล้ว ขนาดอัพแล้วผมว่า....ข้อความข้างต้นของผม ก็ยัง"เน่าสนิท"อยู่ดีนะครับท่าน ฟิตฟิตฟิต

    ของฝากจากข้างทาง

     
     
    เดินเรื่อยเรื่อย เหนื่อยก็พัก ลงข้างข้าง
    ระหว่างทาง สอดส่อง แลมองหา
    เห็นกระดิ่ง ใบน้อยน้อย คล้อยสายตา
    เสน่ห์หา พรั่งพรู ช่างดูงาม
     
     

     
     
    สีแดงสาด สบแสงแดด ช่างแสดสด
    พวงฟูฟ่อง จริตจรด ในโลกสาม
    เส้นละเอียด ระยิบ ระยับยาม
    อย่าผลีผลาม ค่อยค่อยดู เชิดชูชม

     

     
     
    เสียงลมลิ่ว กระซิบ กระซาบซ่าน
    ให้คิดอ่าน รอบคอบ ด้วยเหมาะสม
    ถ้วนความถี่ ให้ถ่องแท้ ใจความคม
    จะรู้รอบ ชวนนิยม ไร้พรมแดน
     
     

     
     
    อนิจจัง อันใดเที่ยง ไม่เคยเห็น
    ที่สวยเด่น สะดุดตา น่าหวงแหน
    พ้นวัยรุ่น พานพบ วัยร่วงแทน
    กี่หมื่นแสน ต้องจบลง ตรงนี้กัน
     
     

     
     
    บ้างร่วงโรย บ้างยั่งยืน ฝืนสังขาร
    น่าเบิกบาน ถ่ายทอด เรื่องราว"ฉัน"
    ให้รุ่นหลาน รุ่นลูก นั้นผูกพัน
    ถ่ายทอดความ สู่กัน ตามตำรา
     
     


     
    ไผ่ต่างปล้อง พี่น้องต่าง นานาจิต
    เพ่งพินิจ บางกลีบอ่อน บางกลีบหนา
    มองริมฝั่ง ทางท่านเดิน ที่ผ่านมา
    ธรรมดา ธรรมะเกิด ประเสริฐใจ
     
     

     

     

    ตะวันล้า ลาแล้ว ณ วันนี้
    เก็บสิ่งดี มาร้อยเรียง ด้วยเสียงใส
    หวังท่านผ่าน ไปมา ใช่ผ่านไป
    เก็บเกี่ยวไว้ ความงาม ข้างทางเอยฯ

     

    เชฟกระทะเหล็ก... ไม่ไว้หน้า ทูน่ากันเล้ยยย

     
     
     
    ผ่านไปแล้วสองสัปดาห์ มัวแต่.....รื่นเริงกับรถถัง 555 ไม่ยอมอัพบล็อค เลยผ่านพ้นการแข่งขันไปหลายหัวข้อแล้ว....
     
    และเช่นเคย โจทย์สัปดาห์ต่อจากมาม่า ก็เป็นทูน่าครับ ของคาวๆที่หลายคนอยากเห็นผมเอามาทำขนม  แต่ผมก็คงไม่บ้าขนาดนั้นเพราะว่า...ผมบ้ากว่านั้น 555 ตอนแรกจะทำคุกกี้ปลาทูน่า...เลยเปลี่ยนใจไปทำซูเฟล่ ปรากฏว่าคาวเหลือเกินแถมอบแล้วไม่ขึ้น รูปไม่สวย ต้องไปทำใหม่ โชคดีคิดไว้หลายเมนู เลยมีแผนสำรองทันทีที่ของเสีย
     
    ได้ตัวนี้มาครับผม  โคนคุกกี้งาดำ กับมูสทูน่า
     
     
     
     
     
    อยากทราบวิธีทำ เชิญคลิกที่รูปคร้าบบบบบ ดูแล้วหิวอย่าโทษกันล่ะ

    วันผู้ใหญ่แห่งชาติ

     
     
     
     
    คำขวัญวันผู้ใหญ่ประจำปีนี้ จากฯพณฯท่านคนก่อน
     
     
     
     
    "สามัคคี คือพลัง แม้มีเป็นถัง ก็ต้องลี้ภัย"
     
     
     
     
    DayofThai
     
     
    ขอเชิญพ่อแม่พี่น้อง ร่วมกันถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาส
    วันผู้ใหญ่แห่งชาติปีแรกของประเทศ
     
    ทางรัดทาปาหานจักได้อำนวยความสะดวกแก่ท่าน
    ด้วยการจัดรถขบวนไว้ตามจุดที่เหมาะสม จึงขอเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วหน้ากัน
     
     
     

    กลมกลิ้งกับกลมกล่อม

     
     
     
     
    บุษราคัม ประกาศ กลิ่นกรุ่นก้อง
     
    ทับทิมแดง ดุจต้อง ม่านมนต์ขลัง
     
    ไพลินพล่าน เพลิงพุ่ง เพิ่มพลัง
     
    นิลกานต์ ดำดั่ง นัยนุ์ตานาง
     
     
     
    Photobucket - Video and Image Hosting
     
     
     
    เหลืองนวลอ่อน ซ่อนกลิ่น ละมุนละม่อม
     
    หวานกลมกล่อม หอมหวน กลิ่นฟ้าสาง
     
    เป็นทองเปลว ห่อคำทอง ส่องสว่าง
     
    ละลายหาย ระหว่างกลาง ช่องทางเดิน
     
     
     
    Photobucket - Video and Image Hosting
     
     
     
    กำมะหยี่ แดงชาด น่ากลุ้มกลัด
     
    แต่กำหนัด นึกกระตุ้น มิคุ้นเขิน
      
    กลิ่นนมเนื้อ นางโค โอ้เหลือเกิน
     
    คงยับเยิน หากพบหน้า แม่โคนม
     
     
     
    Photobucket - Video and Image Hosting
     
     
     
    มหาสมุทร ยามสงบ เงียบสงัด
     
    ฟองคลื่นซัด ขาวน้ำเงิน ฟ้าประสม
     
    เสียงคลื่นเคล้า คลอเคลีย เลียบเลียลม
     
    แต่ลึกลง ยิ่งชวนชม น่าตื่นตา
     
     
     
    Photobucket - Video and Image Hosting
     
     
     
    ดงลับแล แลเวิ้งฟ้า คืนจันทร์หลบ
     
    สิหวังพบ สิ่งซ่อนเร้น ต้องเค้นหา
     
    ใช่ดำด้อย ต้อยต่ำ เช่นดำกา
     
    เป็นเงาะป่า ยามถอดรูป สถูปทอง
     
     
     
    Photobucket - Video and Image Hosting

    เชฟกระทะเหล็ก(ลัดคิว) ตอนมาม่า มาทำไม?

     

    พูดถึงเด็กหอ เด็กนักเรียนที่อยู่ประจำหรือว่าเช่าห้องพักแถวๆโรงเรียน ส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอย่างดี...เพราะช่วยให้รอดชีวิตเรียนจบกันมานักต่อนัก นับว่าเป็นคุณประโยชน์ในการพัฒนาบุคลากรประเทศชาติ ในงบที่รัฐสามารถแทรกแซงได้อย่างขนไรแขนไม่ร่วง

    แต่บางคนว่าไม่ใช่ เพราะขนาดตัวเองอยู่ที่บ้านแท้ๆ กลับรู้จัก "มาม่า" หรือพวก "กึ่งสำเร็จรูป" ดีกว่าเด็กหอบางคน จะรายการผัด ต้ม ลวก กินดิบแบบแกะห่อโต้งๆ หรือจะพลิกแพลงสารพัด ขอให้บอกข้าก็เซียนเช่นกัน

    แล้วคนที่เหลือ ที่ไม่เซียน และไม่กินล่ะ?  พวกเขาเหล่านั้นเห็นถึงโทษทั้งหลายอันจะได้มาหลังจากลิ้มรสเจ้า "กึ่งสำเร็จรูป" เหล่านั้น....เส้นแป้งที่ต้องผ่านการทอดเพื่อให้เก็บได้นาน ผงปรุงรสที่เต็มไปด้วยชูรสทั้งทางตรงและทางอ้อม....ยังไม่รวมเกลือในปริมาณเกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการต่อวัน

    จะอยู่กลุ่มไหน วันนี้คุณก็ต้องทำใจ เพราะเชฟกระทะเหล็กอาทิตย์ถัดจาก...ขิง...นั้น เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เรียกว่า "มาม่า" กันจนติดปากนั่นเอง.........

     

    รายการนี้จะว่าเหลือเชื่อก็ไม่เชิง เพราะว่าผู้เข้าแข่งทั้งหมด 17 ท่าน แล้วคิดดูว่ารายการอาหารจะพิศดารพันลึกขนาดไหน...มีตั้งแต่ผัด ต้มยำ หมี่หวาน ซูชิ พิซซ่า โอยสารพัด.....จะบอกว่าคุณผู้อ่านทั้งหลายน่าจะดีใจที่ไม่ต้องเข้าไปร่วมตัดสินในกระทู้ทรมานท้องกรรมการห้องนั้น เพราะมีให้เลือกเยอะมากครับแถมคุณเลือกได้แค่หนึ่งชิ้น  ออ ถ้าคุณอยากลองของก็เชิญทีนี่ครับ.... เชฟกระทะเหล็ก มาม่า

    แต่สำหรับคุณๆที่ไม่สนใจอาหารทั้งหมด...ผมขอมาลองชิมรายการที่ผมทำขึ้นมา..ผมเองเป็นหนึ่งในบุคคลจำพวกหลัง คือไม่กินมาม่า..เอ้า ตายล่ะสิแล้วจะแข่งทั้งที....นั่นสิครับ....แล้วผมก็ไม่ทำกับข้าวด้วย อย่าเลยจะแข่งทำกับข้าวให้เสียชื่อทำไม ในเมื่อผมเอามาม่ามาทำขนมได้นี่นา....

     

     

     

    LemonMaMa


    อยากรู้วิธีทำ คลิ้กที่รูป ลิงค์ไปดูกันเลยครับผม

    เชฟกระทะเหล็ก....ขิงก็รา ข้าก็แรง

     
     
     

     ไม่ทันไรก็ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์กับโจทย์ขิงๆ
     
     
    ผู้เข้าแข่งขันก็เริ่มจะแสดงความสามารถที่แอบซ่อนเอาไว้ตั้งนาน มาเผยโฉมกันทีละเล็กทีละน้อย ทำให้ผู้ชมและกรรมการหลายท่านต้องปวดหัวว่า....จะเลือกโหวตให้ใครดี...แล้วสัปดาห์แห่งขิงก็จบลงด้วยชัยชนะของคุณดาว กับเมนู ปลาผัดเต้าซี่ใส่ขิง...น่ากินซะมากมายขนาดนั้นไม่ชนะไม่ได้แล้ว....ยังอยากกินเลยครับน่ะ 555 นี่คือรูปของคุณดาวครับ เมนูชนะเลิศ ใครอยากชมผลการโหวตเต็มๆตามไปชมได้ที่...เชฟกระทะเหล็กสัปดาห์ขิง เลยครับ
     

     
     
     
    ส่วนตัวผมนั้น แม้จะเกือบชนะมาสองอาทิตย์ติดๆ ก็ยังมิวาย...ย เสี้ยนหาเรื่องอีก โดยยังคงคอนเซปท์เดิมๆครับว่า อาหารอย่ามาให้ผม ถ้าขนมล่ะผมสู้ตาย.... อาทิตย์แห่งขิง ผมเลยมิวาย ทำน้ำต้มขิงซะเลย เป็นไงครับเมนูเด็ดไหม น้ำต้มขิง.....
     
     

     
     
    ก็น้ำต้มขิงสิครับง่ายๆ ได้ใจความ แต่ว่าก็จะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้เข้าแข่งขันท่านอื่น ที่อุตส่าห์ลงน้ำพักน้ำแรงมาทุ่มทุนสร้างงานอลังการมากมาย ผมเลยใช้วิธีปั้นน้ำเป็นตัวซะเลย.... นี่ครับผม เชฟกระทะเหล็ก ตอนเขาหาว่าผมปั้นน้ำเป็นตัวไปดูกันว่าปั้นอย่างไร ไม่ให้โดนกล่าวหาว่า "โกหก"
     
    สำหรับคนที่ไม่ตามเข้าไปดูก็ดูรุปตอนจบกันได้ครับผม ว่านี่คือสิ่งที่ผมส่งเข้าประกวด