| Kit's profileจะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญBlogListsNetwork | Help |
|
จะต้มยำ ทำแกง...ผมก็เชิญขนม กลอนแปลก และสิ่งหลอกหลอน Dejavu
ครั้งแรกรู้จักกับต้นไม้ในวิชาส.ป.ช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (เด็กรุ่นหลังๆคงไม่ทัน) เด็กน้อยขาวตี๋คนหนึ่งอารามดีใจ ว่าต่อไปนี้จะปลูกต้นไม้อะไรก็ได้ด้วยมือของเขา เพียงด้วยแรงฟูมฟักเฝ้าเอาใจใส่เอ็นดูด้วยตัวเขาเอง จากเมล็ดพันธุ์ที่เล็กราวฝุ่นผงไร้ค่าจะงอกงามเป็นเหล่ากอแต้มสีสันให้ท้องทุ่ง ตี๋น้อยใจแล่นโลดที่จะมีส่วนทำให้โลกสดชื่นขึ้นด้วยร่างเล็กๆ ใครว่าเราตัวคนเดียวเปลี่ยนแปลงโลกไม่ได้
มือเล็กๆ ค่อยบรรจงแกะซองบรรจุเมล็ดพันธุ์ไม้ดอกนานาสีที่แวะซื้อจากร้านขายของชำข้างบ้านขากลับจากโรงเรียน บานชื่น บานไม่รู้โรย ดาวเรือง หรือแม้แต่ตำลึง ฟักทอง มะเขือเทศ หัวใจอาตี๋บานเสียยิ่งกว่าดอกไม้ดอกใดบนโลกใบนี้ เขาวิ่งขึ้นบบดาดฟ้าของตึกแถวสี่คูหา เพราะหน้าบ้านเขาไม่มีที่ว่างสำหรับสิ่งสวยงาม ร้านขายอาหารตามสั่งมาเช่าที่อยู่ตั้งแต่เขาเกิดได้ไม่นาน เขาเกรงว่าไอร้อนจากเตาแก๊สใต้กระทะใบดำขมุกขมัวจะทำให้ดอกไม้ของเขาหม่นหมอง
บนชั้นสี่ตึกหลังโรงหนัง ในตรอกแคบๆ ถัดออกไปเป็นตึกที่สูงกว่าสองชั้น ยังดีที่สวนบ้านติดกันเว้นช่วงที่ว่างให้บ้าง ไม่งั้นคงอดรับลม รับแดด เขาเลือกมุมที่ไกลที่สุดจากพัดลมระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศที่ทุกบ้านมักจะติดตั้งไว้บนดาดฟ้า.... อาตี๋ลืมสังเกตว่า ลมหายใจของเขาถี่ร้อนยิ่งกว่าลมที่มาจากเครื่องปรับอากาศข้างหลังตนเสียอีก
ดินอย่างดีถูกโปรยลงในกระถางกองทับเศษก้อนหินขนาดย่อมที่ถูกบรรจงวางขวางรูกระถางดินเผาเพื่อเป็นทางระบายน้ำ มือขาวๆกลายเป็นดำในพริบตาหากแฝงไว้ด้วยความเฝ้าหวัง ห่วงใย หาใช่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสกิเลสละโมบแบบในสังคมเมือง สักวันมือที่แปดเปื้อนไคลเถ้าสองข้างนี้จะขาวสะอาดเพื่อรองรับกำไม้ดอกเอาไว้อวดใครต่อใคร
วันแล้ววันเล่า ตี๋เฝ้ารดน้ำทุกครั้งก่อนไปโรงเรียน และหลังจากกลับมาบ้าน ใบเลี้ยงคู่แรกของแต่ละกระถางเขียวสดราวกับตั๊กแตนวัยรุ่นที่ออกหากินในวันแดดงาม ใบอ่อนม้วนคลายตัวยืดเส้นยืดสายหลังจากถูกบีบอัดไว้ในเมล็ดที่ดูแล้วจะเล็กกว่าก้านใบมันเองด้วยซ้ำ คงเพราะด้วยปุ๋ยและดินอย่างดีกับน้ำที่ตี๋เองก็แยกไม่ออกว่าน้ำที่รดลงไปนั่น เรียกว่าน้ำใจ ของเขาได้หรือเปล่า จากสองใบเล็กเขียวอ่อนเริ่มกร้านแดด เปลี่ยนเป็นใบเข้มมันขลับ
................................... สองรอบนักษัตรผ่านไป.................................
วันนี้หนุ่มตาชั้นเดียวผู้พบผ่านกลไกโลกมาครึ่งชีวิตนั่งหน้าคอมด้วยใจเวิ้งว้าง สองสามวันก่อนเขายังเห็นผนังตึกคอนกรีตสีเทาเป็นม่านบางที่พริ้วไปกับลมเมืองที่แม้จะหอบไอร้อนจากเขม่ารถและแดดเปรี้ยง สำหรับเขามันคือไอน้ำที่ปลิวมาชะโลมม่านพริ้ว ชะลอความชุ่มชื่นเอาไว้ไม่ให้กร้านแห้งไปตามน้ำใจคนกรุง เสียงแตรเสียงก่นด่าบนท้องถนน ก็ไม่ต่างจากเพลงเพราะพริ้งที่ผ่านการพรมนิ้วบนเปียโนโดยมืออาชีพ มันกินใจและลึกเกินกว่าแค่ตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นจะบรรยายได้ สีหน้าผู้คนยุ่งเหยิงกลับทำให้เขาเห็นว่าความอบอุ่นที่เขามี ความรักที่เขาฝากหวังไว้กับใครซักคนหนึ่ง เป็นเหมือนเทียนที่ช่วยจุดให้เทียนเล่มอื่นสว่างได้โดยตัวเองไม่ต้องมอดไป กลับทำให้โลกที่ดูหม่นมืดจักสว่างด้วยแรงเทียนทุกเล่มที่เริ่มทอประกายจากเขาเล่มแรก บัดนี้เหมือนลมจากทิวทุ่งไกลแสนไกลพัดลิ่วลู่ทะเลหญ้า พระอาทิตย์ดวงโตกำลังจะลับขอบฟ้า ยังทอแสงสุดท้ายเหมือนให้ความหวังกับหลายชีวิตว่ายังมีแสงสว่างหลงเหลืออยู่ในยามนี้ หน้าต่างที่ถูกเผลอเรอทิ้งไว้เป็นช่องทางให้ลมเอื่อยไร้พิษสงใดๆพุ่งพวยเข้ามา เพื่อถ่ายเทความร้อนในห้องชายหนุ่ม ทว่าฉับพลันมันทำลายความสว่างของเทียนทั้งหมดในห้อง ชายหนุ่มสะดุ้งรู้สึกตัวมองมุ่งหาความสว่างนอกหน้าต่างเห็นดอกไม้จากสวนเพื่อนบ้านด้วยแสงก่อนตะวันลับ พาลนึกถึงกระถางเล็กๆที่เขาเคยบรรจงประคบประหงมว่า...ต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ดพันธุ์ ดูแล้วสดใสงดงามรอวันเติบใหญ่ อนาคตอยู่แค่เอื้อม...ต้องเหี่ยวเฉาตายเน่าโรยร่วงไปก่อนที่จะผลิดอกแย้มสีสันแต้มโลกสีหม่นใบนี้ หมดแล้วเพียงเพราะเขา
ใจร้อน รดน้ำมากไป เร็วไป.......เร็วเกินไป
เราคือผู้ไม่แพ้
ความทรงจำที่ดี ไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกดีๆที่ผ่านมาก็ได้
บางครั้งมันคือความทรงจำของช่วงที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต
ช่วงที่เผชิญปัญหาหนักหน่วงหรือร้ายแรงจนกระทั่งทำให้บางคนเกือบจะคิดตัดปัญหาด้วยการจบชีวิต
หากแต่ผ่านมาจะด้วยการฝ่าฟัน ความช่วยเหลือจากคนและสิ่งรอบข้าง หรือจะโชคก็ตามแต่
เมื่อมองย้อนกลับไป เราก็ข้ามพ้นอุปสรรคนั้นมาได้
แม้จะไม่มีคำตอบตายตัวว่าที่ทำลงไปนั้นถูกมากน้อยแค่ไหน
แต่เราได้แก้ไขสถานการณ์ตรงนั้น วินาทีนั้นอย่างสุดตัว สุดความสามารถแล้ว
ตรงนี้ต่างหากที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจดจำ เพื่อใช้เป็นกำลังใจในการก้าวต่อ
ใครจะรู้ ถ้าวันนั้นเราหยุดว่ายลงแค่ช่วงเศษเสี้ยววิ
ลมหายใจที่ผ่านๆมาจนถึงบรรทัดนี้ก็เป็นเพียงแค่
จินตนาการของผู้แพ้
The Return of She-Whom-You-Know-Who
หลังจากวันนั้น ออดี้ ก็โดนใครต่อใครล้อเรื่องเอว่อนไปพักใหญ่ ทว่ายังไม่ครบอาทิตย์ดี.....สาวมิสทีนก็กลับมากินข้าวกับป้าผมสีดอกเลาอีกคนนึงที่เธอแนะนำว่าคือคุณแม่ของเธอนั่นเอง คราวนี้ออดี้จึงออกปากให้เพื่อนร่วมงานอีกคนไปบริการแทน เพราะกลัวถูกติงเรื่องโคโลญจ์ชาแนลอีก "มีเกี๊ยวน้ำหนึ่งถ้วย ก๋วยเตี๋ยวเรือเนื้อเผ็ดกลาง ราดหน้าหมูหมักและเบียร์สิงห์ขวดนึงนะครับ" บริกรทวนให้มิสทีนฟัง ก่อนสั่งอาหารทั้งหมดเข้าครัว คิดในใจว่าโต๊ะนี้ก็ไม่มีอะไรนี่นา ทำไมออดี้ถึงต้องหนีไปโต๊ะอื่นด้วย แล้วทั้งมื้อของครอบครัวมิสทีนก็ผ่านไปได้ด้วยดีด้วยฝีมือเตเต้ บัณฑิตจุฬาฯที่มาหากำไรชีวิตด้วยการเรียนรู้ชีวิตที่อเมริกา งานบริการเป็นงานเสริมของเต้ระหว่างการเรียนต่อโทเช่นเดียวกับเด็กนักเรียนหลายๆคนที่นี่ ด้วยความที่เตเต้เคยทำงานเป็นเซลล์แมนที่เมืองไทยจึงมีนิสัยคุยเก่งจึงแวะทักทายกับลูกค้าเป็นประจำ แต่ก็มิวายทำหน้าที่เสนอขายอาหารเพื่อเพิ่มยอด เอ๊ยเพื่อให้ลูกค้าได้ชิมอาหารหลากหลายด้วย เหมือนกับที่โต๊ะมิสทีนวันนี้เช่นกัน มิสทีน "น้องๆ Check please" มือทั้งสองไพล่ไว้ที่ช่วงท้อง ยืนตรงแล้วเตเต้ก็ถามกลับไปว่า "ไม่รับอะไรเพิ่มเหรอครับ ทางเรามีของหวานเยอะแยะเลยครับ ทั้งไอติม กล้วยทอด ขนมปังปิ้ง และ.." มิสทีนมองดูรายการขนมแล้วก็ขัดขึ้นว่า "Ice-cream ที่ร้านนี้ใส่ Liquor ด้วยหรือเปล่า?" เตเต้ "ไม่ได้ใส่ครับเพราะลูกค้าเรามีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ว่าเราทำเองเลยนะครับ ทั้งกะทิ ชอคโกแลต ชา...." มิสทีน "อุ๊ย Price ขนาดนี้ ใครจะไปกิน ไปซื้อ Supermarket ได้เป็น Quart quart" เตเต้ตกใจนิดหน่อยกับตรรกะของลูกค้าที่อยู่เบื้องหน้า "ไม่เป็นไรครับ แหะๆๆ" พลางหันหน้าไปยังหญิงชราร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างมิสทีน ผมขาวดัดฟูอยู่เหนือต้นคอทำให้เธอดูคอยาวขึ้น "แล้วคุณน้า ไม่รับอะไรอีกเหรอครับ? เรายังมีทีรามิสุ หรือขนมอย่างอื่นด้วยนะครับ" หลังจากฟังบทสนทนามาครู่หนึ่ง เมื่อโดนถามเจาะจงเช่นนี้หญิงชราก้มหน้าลงนิด เธอจับขาแว่นด้วยมือซ้ายดึงให้ออกมาอยู่ช่วงกลางสันจมูก แล้วเหลือบตาขึ้นมองเตเต้ก่อนเอ่ยปากตอบด้วยเสียงโทนสูงแต่ช้าๆแบบป้าใจดี "มีขนมอะไรไทยๆไหมล่ะ?" เตเต้ยกมือขวาที่ไพล่อยู่ ผายออกไปข้างๆแล้วตอบว่า "มีกล้วยทอด ขนมปัง(ปิ้ง)สังขยา แล้วก้อรวมมิตรครับ" หญิงชรา "ไม่ล่ะจ้ะ ป้าทำเป็น" เสียงผึง....ราวกับสายกีตาร์ที่ก้นบึ้งของพนักงานคนหนึ่งขาดลง.....เตเต้จึงตอบไปว่า"ไม่เป็นไรครับ งั้นเดี๋ยวจะเอาใบเสร็จมาให้นะครับ...ว่าแต่ทานเบียร์สิงห์ไปแล้ว ไม่ลองเบียร์ช้างบ้างเหรอครับ?" แล้วสำทับด้วยภาษาอังกฤษอีกรอบว่า
"Have you tried beer Chang yet?"
... มิสทีนมาแล้วฆ่า
วันนี้ร้านยุ่งมากพอควร แต่อาหารและบริการก็ยังเป็นไปอย่างราบรื่น.....ผมแอบหวังว่าคงไม่มีใครทำอะไรพลาดให้ระบบต้องชะงัก
"กริ๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พี่บอลหนูรับไม่ได้แล้วค่า" เสียงน้องดี้โวยวายวิ่งเข้ามาในครัว เล่นเอาแม่ครัวทุกคนแทบหยุดทำงาน สายตาทุกคู่หันมามองที่น้องออดี้ สาวเอ๊ยหนุ่มร่างบอบบางดีกรีเกียรติ์นิยมจากเอแบค ที่มาเรียนต่อได้ครึ่งปี วิ่งมากระทืบเท้าในครัว
"มีอะไร...น้ำร้อนลวกเหรอ เอาบัวหิมะไหม?" ผมถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
"ป่าวค่ะ พี่บอล ดี้โดนลูกค้าคนไทยด่าค่ะ" ดี้ตอบพลางศอกขึ้นดมใต้วงแขน ตรวจสอบกลิ่นกาย
"ไหนมีอะไร เรื่องอะไรกันถึงขั้นด่าเลยเหรอ?" ผมซัก
"ดี้ไปเสิร์ฟลูกค้าค่ะ ยกอาหารวางปุ๊บ เขาก็ถามดี้ค่ะว่า น้องๆใช้ยาดับกลิ่นตัวหรือเปล่า?" ดี้เลียนทำนองเสียงแบบลูกค้า
"แล้วเราใช้หรือเปล่า?" ผมหยอก เพราะรู้ดีว่า คนอย่างดี้ที่ดูแลตัวเองตั้งแค่ทรงผม คิ้ว ริมฝีปาก เล็บมือเล็บเท้า แถมหิ้วกระเป๋ากุชชี่ของแท้และมีหลายใบใช้สลับกันเสียด้วย คงไม่ยอมเสียชื่อเรื่องกลิ่นตัวเป็นแน่ อีกทั้งรองเท้าพราด้าเอย กางเกงแบรนเนมดังๆเอยที่ดี้สะสมมาสมกับเป็นเด็กเอแบค ผมยังจำได้ดีว่าผมขำเวลาดี้ชอบพูดว่า "อย่างดี้ต้องกุชชี่เท่านั้น" พร้อมกับทำหน้าเชิดๆตอนจบประโยคทุกครั้งไป
"แหม พี่บอลคะ ไม่เชื่อมาดมเลยค่ะ เรื่องนี้หนูไม่เคยพลาด" ดี้ค้อนหางตามาที่ผม
"เอ้า ต่อๆๆ เอาจานนี้ไปเสิร์ฟโต๊ะ 42 ก่อน" ผมเช็ดขอบจานแล้วยื่นให้เจ้าหล่อน
"อุ๊ย โต๊ะนี้ล่ะค่ะ ดี้ไม่ไปค่ะ ให้คนอื่นไป" ดี้งอนจริง ผมเลยต้องเรียกพนักงานคนอื่นที่เข้ามาพอดียกออกไปเสิร์ฟให้ลูกค้า พร้อมกับยิ่งอยากรู้ว่า..อะไรกันนักหนา ดี้เห็นว่าผมไม่ทู่ซี้ให้ยกอาหารออกจึงเล่าต่อ "ดี้โกรธก็โกรธนะพี่บอล แต่ก็ตอบว่าใช้ ก่อนผละออกมาจากโต๊ะเขา ดี้ยังแอบดมเลยว่าของดี้น่ะ ยังหอมอยู่"
"อ้าวก็ดีแล้วนี่"
"มันไม่แค่นั้นค่ะพี่บอล....เขาแนะนำดี้ว่า....อย่างหนูน่ะต้องใช้เอว่อนสิจ๊ะ ถึงจะเหมาะ" ดี้กระแทกเสียงก่อนกระฟัดกระเฟียด และขอย้ายโซนกับพนักงานด้วยกันไปเสิร์ฟแขกริมหน้าต่างแทน บุหงัน จัตุรบรรพ
คุณน้าบุหงันวิ่งหน้าตาตื่นมาที่บ้านครอบครัวบุหงัน....
"นี่ๆๆ พี่สุ เจ้าบุรินทร์มันจะมีเคราะห์นะ ห้ามมันออกจากบ้าน"เสียงคุณน้าบุหงันนำหน้ามาก่อนตัว
"อะไรกัน วันนี้วันเกิดหลานนะ ไหงมาทักอย่างนี้ล่ะ" เสียงุคุณแม่ของบุหงันตอบรับแบบใจห่อเหี่ยว
"ฉันเห็นตาบุรินทร์ หัวขาดในนิมิตเมื่อคืนน่ะสิ" น้าบุหงันพูดพลางวางกล่องของขวัญลงบนโต๊ะรับแขกที่มีทั้งกระเช้าและกล่องสีสันสวยงามเต็มไปหมด...
"เอาน่า ให้พ้นวันนี้ก่อนได้ไหม เด็กมันกำลังสนุกๆกันอยู่" คุณแม่ของบุหงันขอผลัดผ่อน
"ฉันก็มีหน้าที่เตือนเท่านั้นเองล่ะพี่สุ ไหนเจ้าบุรินทร์ กับบุหงันอยู่ไหนล่ะเนี่ย" น้าบุหงันชะโงกหน้ามองหาหลานๆ แต่ยังไม่ทันเจอใครก็ได้ยินเสียง
"สวัสดีคร้าบบบบ น้าพร ขอบคุณสำหรับของขวัญวันเกิดคร้าบบ" เสียงเจ้าของวันเกิดวิ่งมากอดน้าสาวคนสนิท
"เป็นไงเรา หนุ่มขึ้นอีกปีแล้ว ช่วงนี้ก็เพลาๆเรื่องเที่ยวหน่อย ไม่ต้องไปนอกบ้านให้เยอะนักล่ะรู้มั้ย" น้าพรตักเตือน
"งั้นตั้งแต่พรุ่งนี้...ผมจะอยู่บ้านช่วยคุณแม่ทั้งอาทิตย์เลยครับ" พูดพลางหันไปมองหน้าคุณแม่ที่หน้าเจื่อนๆอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า "งั้นเดี๋ยวผมไปฉลองกับเพื่อนที่กรุงเทพฯต่อเลยนะครับ แหะๆๆ"
บุรินทร์พูดจบก็สวัสดีลาน้าสาวก่อนจะวิ่งไปตามเพื่อนๆที่สวนหลังบ้าน ระหว่างที่วิ่งสวนกับคุณน้าและคุณแม่จะไปขึ้นรถหน้าบ้านนั่นเอง น้าพรก็ได้กลิ่นคาวเลือดปะทะอย่างแรง
"ไม่ได้ล่ะพี่สุ เธอต้องตามเจ้าบุรินทร์ไปแล้วล่ะ ฉันว่าวันนี้แน่ๆ" น้าพรบอกแม่ของบุหงัน
"ทำไงดี เดี๋ยวต้องไปบอกบุหงันให้ช่วยดูแล เก็บกวาดให้หน่อย ยังไม่ได้จัดการเรื่องค่าของค่าอาหารเลย" แม่ของบุหงันเลิกลั่ก
สิบห้านาทีผ่านไป บนเส้นทางสายหลักเข้าสู่กรุงเทพฯ
แม่ของบุหงันขับรถอย่างระส่ำระส่าย มองซ้ายมองขวาหารถของลูกชาย ด้วยความรีบทำให้ไม่ได้หยิบโทรศัพท์มือถือติดตัวมา ไม่งั้นคงพอจะโทรถามได้ว่าอยู่ตรงไหนแล้ว คิดย้ำสลับกับเสียงเตือนของน้องสาวตนอยู่ไม่รู้กี่รอบได้...ก็เห็นว่าเด็กวัยรุ่นสองสามคนยืนคุยมือถือตรงไหล่ทาง แม่ของบุหงันรู้สึกเย็นหลังวาบ นั่นเพื่อนตารินทร์ลูกชายตน
รถฮอนด้า ซีวิคสีแดง โหลดต่ำจนดูเหมือนวิ่งไม่ได้จริงอยู่ข้างทาง นอนหงายด้วยสภาพหน้ารถยับเยินเหมือนกระดาษโดนขยำโยนทิ้งไว้บนถนนด้วยฝีมือคนมักง่าย ... เด็กวัยรุ่นสามยืนล้อม ร่างเพื่อนตนที่เมื่อครู่ยังตื่นเต้นอยู่กับของขวัญวันเกิดตัวเอง......
"รินทร์ ลูกแม่"
แม่บุหงันวิ่งริ่เข้าลงไปจะโอบลูกมาไว้ในอ้อมกอด.... ไม่ลืมที่จะถอดรองเท้า น้ำตาไหลพราก แต่ก็ยังแหงนขึ้นฟ้า พูดต่อด้วยเสียงสั่นๆ ราวกับเส้นเสียงโดนบีบเค้น..
"...ลูกต้องไม่ตาย ลูกต้องไม่ตาย..." เป็นเสียงที่บุรินทร์ได้ยินก่อนที่จะวูบไป.......และตื่นมาในโรงพยาบาลหลังจากนั้นอีก สิบหกชั่วโมง
คุณน้าของบุหงันฝากมาบอกว่า... เทคนิคนี้อยู่ตรงที่ว่า....เมื่อไรที่มีการขอร้องให้กับบุพการีหรือลูกของตน
ข้อที่ควรกระทำคือหนึ่ง...เท้าติดดิน สองแหงนหน้าขึ้นฟ้า เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบนรับรู้ แล้วกลไกทั้งหมดจะทำงานของมันเอง
เหมือนจะเรื่องแต่ง จึงควรใช้วิจารณญาณในการอ่านคร้าบบ
|
|||||
|
|